CU ASEAN Cities Think Tank

CU ASEAN Cities Think Tank กับเมืองในการเปลี่ยนผ่าน

CU ASEAN Cities Think Tank เป็นกลุ่มคณะวิจัยที่ศึกษาแนวทางของการพัฒนาเมืองในอาเซียนเพื่อหาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและนวัตกรรมที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่อาศัยและยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สอดรับกับนโยบายของภาครัฐที่มีนโยบายจะพัฒนาเขตเมืองใหญ่ให้เป็น Smart City เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองที่จะมีอัตราเพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ หากแต่แนวคิด Smart City หรือ เมืองอัจฉริยะ นั้นมักให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยี มุ่งเน้นการปลูกถ่ายเทคโนโลยีจากตะวันตกโดยละเลย “บริบท” ของเมืองในภูมิภาคก็อาจทำให้การพัฒนานั้นล้มเหลวหรือไม่สามารถเป็นไปได้อย่างยั่งยืน ด้วยเหตุนี้แนวทางศึกษาของคณะวิจัยจึงมุ่งศึกษาอย่างเชื่อมโยงกับบริบทด้านภูมิหลังและพัฒนาการของเมืองในอาเซียน ร่วมกับการพัฒนาต้นทุนทางสังคมที่ประกอบด้วยทรัพยากรณ์มนุษย์และนวัตกรรมทางสังคมที่ผู้อาศัยอยู่ในเมืองเหล่านั้นคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบปัญหา ทั้งในเชิงกายภาพและเชิงสังคมที่เมืองในอาเซียนต้องเผชิญ

 

การเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านและแนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่มีประสิทธิภาพ

เมื่อพูดถึงการพัฒนาเมืองที่ผ่านมาในอาเซียนมักมีลักษณะ “โตเดี่ยว” ที่ดูดผู้คนให้เข้าไปอยู่กันอย่างแออัดและมุ่งสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจและกายภาพจนเกิดเป็นปัญหามากมาย  ลักษณะเช่นนี้แม้ไม่เป็นที่ปรารถนาแต่ก็เสมือนต้องจำยอมให้เกิดขึ้นใต้ความคิดเห็นที่ว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่อง “ธรรมดา” อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของความเป็นเมือง ทว่าจากรายงาน Word Urbanization Prospects ที่องค์กรสหประชาชาติจัดทำและเผยแพร่เมื่อปี ค.ศ. 2014 พบว่าประมาณร้อยละ 54 ของจำนวนประชากรโลกเป็นประชกรที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ และคาดว่าในปี ค.ศ. 2050 ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 66 โดยที่เมืองในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกาจะมีการเพิ่มประชากรและการขยายตัวของเมืองในอัตราที่สูงและรวดเร็ว ด้วยอัตราการเจริญเติบโตเช่นนี้เมืองใหญ่ในอาเซียนจึงมาถึงยุคเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง ปัญหาที่อาจอยู่ในระดับ “จำยอมรับได้” อย่างที่ผ่านมาอาจเพิ่มทวีมากขึ้นตามการพัฒนาที่กำลังมาถึงทั้งด้วยปัจจัยจากเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นของประชาคมอาเซียนและกระแสโลกที่เปลี่ยนไป อาจนำพาปัญหาทุกอย่างไปสู่ระดับ “ทนรับไม่ได้” การพัฒนาเมืองแบบเดิมๆ จึงไม่อาจดำเนินได้อีกต่อไป

แนวทางในการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพนั้นได้รับการเสนอโดย Tim Campbell อดีตหัวหน้าศูนย์วิจัยเมืองแห่งองค์การธนาคารโลก ผู้มองเห็นว่าการพัฒนาเมืองที่อิงอาศัยแต่เทคโนโลยีนั้นมีข้อจำกัดและเสนอว่าการพัฒนาต้นทุนทางสังคมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยที่สำคัญกว่า โดยได้เสนอว่า

“ปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะนั้นไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาเทคโนโลยีสำหรบการใช้ชีวิตในโลกเสมือน แต่อยู่ที่การพัฒนาคนและเครือข่ายของคนที่อยู่ในเมืองให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และเปิดรับความคิดใหม่ๆ ทั้งจากภายในและภายนอกชุมชน การพัฒนากระบวนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันเพื่อให้ทุกภาคส่วนของเมืองร่วมกันกำหนดนโยบายและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เหมาะสมสำหรับชุมชนของตน” (Interview with Tim Campbell เข้าถึงจากhttp://opensourcecities.tumblr.com/post/10451972076/timcampbell)

ซึ่งการพัฒนาต้นทุนทางสังคมนี้เป็นกลไกสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาเมืองที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์ ให้น่าอยู่อาศัยในเชิงกายภาพและมีความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Cities in Transitions หรือแนวคิดเมืองในการเปลี่ยนผ่าน ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรภาคเอกชนในการพัฒนาและฟื้นฟูชีวิตของเมืองในด้านต่างๆ กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรภาคเอกชน ที่ถูกรียกว่า “ผู้สร้างสรรค์เมือง” (city Makers) นี้มีส่วนในการสร้างนวัตกรรมทางสังคม (Social Innovation)

 

ซึ่งในการสร้างนวัตกรรมทางสังคมนั้นมักต้องอาศัยความร่วมมือระหว่าง ผู้สร้างสรรค์เมืองเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และความร่วมมือจากผู้คนในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพ รวมไปทั้งเศรษฐกิจ สังคมและสร้างสรรค์เมืองให้น่าอยู่ตามบริบทของแต่ละเมือง เช่น โครงการ ตลาด 100 โล ที่นำสินค้าการเกษตรจากผู้ผลิตในรัศมี 100 กิโลเมตรรอบกรุงเทพฯ เข้ามาสู่มือผู้บริโภคโดยตรงในกรุงเทพฯ หรือ โครงการ 40 Nguyễn Huệ ในนครไซ่ง่อน ที่นำตึกเก่าในเมืองมาปรับปรุงให้ผู้ประกอบการธุรกิจสร้างสรรค์ในเมืองเปิดเป็นร้านค้า เป็นต้น การผสานความร่วมมือในการทำงานของแต่ละภาคส่วนและการพัฒนาต้นทุนทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเมืองและเป็นแนวคิดที่ถูกศึกษาปฏิบัติในหลายเมืองทั่วโลกขณะนี้

 

ทำไมต้องอาเซียน? และแนวทางการศึกษา

ในยุคปัจจุบันที่มีการเคลื่อนย้ายทั้งข้อมูลข่าวสาร ผู้คนและทุน การเจริญเติบโตที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเป็นสำคัญ ซึ่งหากเมืองในอาเซียนหรือแม้แต่ประเทศไทยเองสนใจจะพัฒนาเพียงแต่ตนเองโดยไม่ใส่ใจรอบข้าง จุดมุ่งหมายที่จะก้าวไปสู่เมืองอัจฉริยะเพื่อตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวก็อาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน ทั้งนี้เพราะแนวคิด Cities in Transition ยังมองด้วยว่าเมืองแต่ละเมืองจะต้องทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อนบ้านเพื่อหาจุดที่เหมาะสมของการกระจายความเจริญ โดยแม้แต่ทางยุโรปเองก็ยังมีงานวิจัยและสร้างแนวทางในการพัฒนาเมืองในแต่ละเมืองให้สอดรับกันในระดับภูมิภาค

เมื่อมาถึงเอาเซียนเราเองจะต้องศึกษาหาแนวทางในการพัฒนาเมืองบ้างก็จำเป็นต้องใส่ใจบริบทพื้นฐานในภูมิภาค เพราะงานวิจัยด้านการพัฒนาเมืองแม้เคยมีต้นแบบมาแล้วจากชาติตะวันตกแต่ก็ไม่อาจนำมาใช้กับอาเซียนที่มีความแตกต่างทั้งกายภาพและวัฒนธรรมได้ทั้งหมด คณะวิจัย CU ASEAN Cities Think Tank จึงวางแนวทางการศึกษาไว้ด้วยกรอบแนวคิดหลักๆ 3 อย่าง คือ

1.กรอบแนวคิดของนวัตกรรมทางสังคม (Social Innovation)

2.กรอบแนวคิดบริบทของเมืองในอาเซียน

3.กรอบแนวคิดปัจจัยแห่งความมั่งคั่งของเมือง (Conditions for City Prosperity) ที่พัฒนาขึ้นโดย IESE Business School แห่ง University of Navarra

โดยในการศึกษาจะกำหนดโครงการวิจัยย่อย 8 โครงการ ซึ่งถูกจัดหมวดไว้ 4 ด้าน ตามกรอบแนวคิดปัจจัยแห่งความมั่งคั่งของเมือง (Conditions for City Prosperity)  อันได้แก่

ด้าน Sustainability คือ การพัฒนาแบบยั่งยืนในแง่มุมของวิถีการดำเนินชีวิต พื้นที่ พลังงานและกายภาพของเมือง

  • การพัฒนารูปแบบการดำรงชีวิตคาร์บอนต่ำในอาเซียน
  • วาทกรรม และระบบการบริหารจัดการ “สตรีทฟู้ด” ในเมืองหลวง กรณีศึกษา ประเทศไทย
  • ผลกระทบของเมืองต่อชาวนาและการปรับตัวของเกษตรกรเพื่อชุมชนอัจฉริยะที่น่าอยู่อาศัย

ด้าน Social Cohesion คือการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมที่ใส่ใจต่อความหลากหลาย ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดี่ยวกันบนคุณค่าประชาธิปไตยที่มีร่วมกัน รวมทั้งการมีสุขภาวะและความปลอดภัยในสังคม ประกอบด้วยโครงการ

  • กระแส “สุดโต่ง” กับความขัดแย้งและความรุนแรงในอาเซียน
  • การสร้างสุขภาวะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างยั่งยืน

ด้าน Connectivity คือการเชื่อมโยงเครือข่ายของเมืองในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วยโครงการ

  • การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองอาเซียนและพลเมืองโลก
  • การใช้สื่อของพลเมืองอาเซียนในบริบทเมือง

และสุดท้ายคือ ด้าน Innovation คือโครงการ

เมืองสร้างสรรค์แห่งความเคารพและยอมรับในความหลากหลายในอาเซียน

ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วข้อมูลและผลจากแต่ละโครงการจะต้องนำมาวิเคราะห์และประมวลผลอีกทอดหนึ่ง เพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหา โอกาสและความท้าทายที่เมืองในอาเซียนต้องเผชิญ เพื่อสร้างเป็น Chulalongkorn University Think Tank สำหรับการศึกษาเมืืองและสังคมอาเซียน และเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีของการสร้างนวัตกรรมแห่งสังคมประชาธิปไตย (Social Democratic Innovation) ต่อไป