มาเลเซีย: วันใหม่ทางการเมืองจะนำไปสู่วันใหม่ของเสรีภาพสื่อได้หรือไม่

เจษฎา ศาลาทอง
วีรภัทร บุญมา

หน้าปกของนิตยสาร Nikkei Asian Review ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตีพิมพ์ภาพประชาชนชาวมาเลเซีย โบกธงชาติมาเลเซียในเบื้องหน้า พร้อมกับธงของพรรคฝ่ายค้านที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม เป็นฉากหลัง พร้อมกับข้อความโปรยว่า “A NEW DAY” หรือ “วันใหม่”  สอดรับกับสื่อทั้งในมาเลเซีย และ ต่างประเทศ ที่ต่างสาดสปอตไลท์ไปที่ “การเปลี่ยนแปลง” ทางการเมืองครั้งใหญ่ของมาเลเซียที่พลิกผันเหนือความคาดหมาย นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านของอำนาจจากมือของพรรค UMNO ที่ปกครองประเทศมาเนิ่นนานกว่า 6 ทศวรรษ นับตั้งแต่มาเลเซียประกาศเอกราช สู่พรรคฝ่ายค้านที่นำโดย ดร.มหาเธร์ มูฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีที่กลับเข้ามารับหน้าที่อีกวาระด้วยวัย 92 ปี

“Malaysian tsunami” เป็นอีกชื่อที่ชาวมาเลเซีย และบรรดาสื่อต่างๆ เรียกขานปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คนรุ่นใหม่ดูจะเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างคลื่นยักษ์ซัดมาเลเซียจนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และสื่อก็มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่น้อย แต่การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะนำมาสู่ “วันใหม่” ของเสรีภาพสื่อของมาเลเซียด้วยหรือไม่?

ถ้าจะมองในแง่ขนาดทางเศรษฐกิจ World Economic Forum’s Global Competitiveness Report 2014-2015 วางมาเลเซียอยู่ในอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ ในประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ[1] ด้วยความตั้งใจที่จะผลักดันตัวเองขึ้นไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วในปี 2020 มาเลเซียเดินหน้าพัฒนาในหลายๆ ด้าน เช่น ด้านการศึกษาที่มีการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในประชาชนจนมีอันดับดัชนีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นที่ 2 ในภูมิภาคเอเชีย สูงกว่าเกาหลีใต้ อินเดีย และ ฮ่องกง[2]  การพัฒนาการเข้าถึงโครงข่ายอินเตอร์เน็ตเพื่อการศึกษาและการเข้าถึงข้อมูลที่เรียกว่า 1BistariNet ซึ่งเป็นระบบการเรียนรู้เสมือน ในคลังข้อมูลออนไลน์ (cloud-based virtual learning system) มาตั้งแต่ปี 2015 ในการพัฒนาระบบนี้มาเลเซียก็ได้พัฒนาระบบสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็ว 4G ที่ครอบคลุมทั้งประเทศอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้การเข้าถึงการศึกษาสามารถพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ (computer literacy) และความสามารถในทักษะภาษาอังกฤษที่เป็นเลิศตามแผนพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วดังที่ตั้งเป้าไว้[3]

ถึงแม้รัฐบาลมาเลเซียจะพัฒนาโครงข่ายอินเตอร์เน็ตให้มีความครอบคลุมทั่วถึง เตรียมความพร้อมให้พลเมืองมีทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษที่ดี (นายกฯ มหาเธร์ถึงกับมีนโยบายสอบวัดภาษาอังกฤษข้าราชการ) แต่ถ้ามองในแง่ของพื้นที่ในการแสดงออกทางความคิด โดยเฉพาะการนำเสนอของสื่อนั้นกลับถูกตีกรอบอยู่ในวงที่จำกัด

จากการจัดอันดับเสรีภาพสื่อในปี 2561 (2018 World Press Freedom Index) พบว่าสื่อมาเลเซียมีเสรีภาพอยู่อันดับที่ 145 ของโลก จาก 180 ประเทศ  (ไทยอยู่ที่140) ทั้งนี้แม้ว่าโครงสร้างสื่อของมาเลเซียมีจะความหลากหลายทั้งสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือสื่อออนไลน์ แต่ส่วนใหญ่มักจะมีความเกี่ยวพันกับรัฐบาลหรือหากเป็นเอกชนก็จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคร่วมรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ของมาเลเซียส่วนใหญ่ดำเนินงานโดยกลุ่มธุรกิจเอกชน ซึ่งมักจะเป็นพันธมิตรกับพรรคร่วมรัฐบาล ในการนำเสนอมุมมองทางการเมือง หลายครั้งสื่อเหล่านี้เป็นฝ่ายสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล นอกจากนี้มาเลเซียยังมีกฎหมายการเซ็นเซอร์สื่อที่เคร่งครัดมากสุดประเทศหนึ่งของโลก ด้วยเสรีภาพที่ถูกตีกรอบอย่างมากของสื่อกระแสหลัก โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นช่องทางสำคัญสำหรับประชาชนและนักการเมืองที่ใช้ในการแสดงความคิดเห็นทางด้านการเมืองรวมถึงการเปิดโปงเกี่ยวกับเรื่องคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในประเทศ และในช่วงก่อนการเลือกตั้ง การใช้อินเตอร์เน็ตถูกจับตาอย่างเข้มงวดจากรัฐบาลของนายนาจิบ ราาซัค โดยเขาอ้างว่าตกเป็นเป้าของการโจมตีโดย “ข่าวลวง”

นำมาซึ่งความห่วงกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพสื่ออีกครั้ง ไม่นานนักก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไป โดยมีการออกกฎหมายต่อต้านข่าวลวง (Anti-Fake News Bill) ที่รัฐบาลนายนาจิบ ราซัค ประกาศใช้ในวันที่ 2 เมษายน 2561 ก่อให้เกิดการถกอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในสังคมมาเลเซีย ทั้งพลเมืองเน็ต แวดวงสื่อ แวดวงวิชาการ

จากการลงพื้นที่ของคณะวิจัยสื่ออาเซียนในบริบทเมืองพบว่าในแวดวงวิชาการก็ได้มีการถกเถียงกันในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง หนึ่งในการเสวนาที่จัดขึ้นในช่วงดังกล่าวคืองาน “Socio, Legal, and Political Landscape: Media Literacy and Fake News” ที่จัดขึ้นในวันที่ 7 เมษายน 2561 ณ มหาวิทยาลัยนานาชาติอิสลามิกชน (International Islamic University Malaysia) มีการแลกเปลี่ยนจากนักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน ด้านการสื่อสาร ด้านการศึกษา และด้านอิสลามศึกษา โดยฝ่ายสิทธิมนุษย์ชนโดย Dr. Nik Salida Suhaila เป็นกังวลว่า กฎหมายนี้จะจำกัดเสรีภาพสื่อลงไปอีก เนื่องจากปัจจุบันนี้ก็มีกฎหมายที่รองรับการกระทำผิดจากการเผยแพร่ข่าวสารอันเป็นเท็จนั้นมีอยู่แล้ว ในด้านของนักวิชาการการศึกษา Prof. Dr. Ezhar Tamam ได้ชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่าปัจเจกเองก็ควรจะต้องพัฒนาตนเองให้มีความรู้เท่าทันสื่อในภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้ด้วย

หลังจากนั้นเพียง 2 วัน (4 เมษายน 2561) รัฐบาลได้บังคับใช้กฎหมาย Anti-Fake News ฉบับใหม่นี้กับฝ่ายตรงข้ามคือ ดร.มหาเธร์ มูฮัมหมัด ทันที จากกรณีที่เขาพูดในการหาเสียงครั้งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าเครื่องบินของเขาถูกลอบก่อวินาศกรรมแต่นักบินพบความเสียหายก่อนขึ้นบินเพียงไม่นาน และผลการสืบสวนฝ่ายรัฐบาลออกมาประกาศว่าไม่พบหลักฐานที่เชื่อได้ว่าเครื่องบินดังกล่าวมีการก่อวินาศกรรมจริง และกล่าวว่าการกุข่าวครั้งนี้เป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองที่ “หยาบคายและหลอกลวง”[4] ซึ่งเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาและมหาเธร์ได้ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งนายกคนใหม่ ท่าที่ของมหาเธร์ต่อกฎหมาย Anti-Fake News Bill กลับเป็นเพียงแค่ “ทบทวนแต่ไม่ถอดถอน” โดยเขาได้กล่าวในรายการทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติมาเลเซียว่า ถึงเขาจะสนับสนุนแนวคิดของเสรีภาพสื่อและเสรีภาพของการแสดงออกแต่ทุกอย่างก็ต้องมีขอบเขต (“Even though we support the concept of freedom of the press and freedom of speech, everything has a limit,”)[5] การณ์จึงดูคล้ายว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาสู่อำนาจก็ล้วนแต่ต้องการจะควบคุมเสรีภาพสื่อและการแสดงออกให้อยู่ใต้อำนาจทั้งนั้น และกฎหมาย Anti-Fake News ก็ยังสามารถเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์เอาไว้กำราบสื่อได้ เพียงแค่มีการ “เปลี่ยนมือ” เท่านั้น ความกังวลต่อเสรีภาพสื่อจึงยังดำเนินต่อไป เพราะในยุคที่มหาเธร์ครองอำนาจสมัยก่อนหน้านี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการจำกัดเสรีภาพของสื่ออย่างมากเช่นกัน

สังคมมาเลเซียจึงยังคงถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศแห่งความหวาดระแวงในการแสดงออกทางความคิด อย่างไรก็ตาม ดังที่มิเชล ฟูโกต์ ได้กล่าวไว้ว่า “ที่ใดมีอำนาจ ที่นั้นย่อมมีการต่อต้าน” อินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียยังคงเป็นพื้นที่ที่การต่อต้านต่างๆ ที่่ปรากฏตัวขึ้นเสมอมา นับตั้งแต่ขบวนการ Bersih ที่สื่อนอกกระแสและโซเชียลมีเดียมีบทบาทอย่างมากในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและดึงผู้คนให้ออกมาแสดงพลังบนท้องถนนว่าไม่เห็นด้วยและไม่เอาด้วยกับความไม่โปร่งใสและการทุจริตคอร์รัปชัน อีกตัวอย่างหนึ่่งก็คือการพยายามใช้อำนาจของรัฐบาลนายนาจิบ ราซัค เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองแก่ตน ทั้งกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันพุธ ซึ่งหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าเป็นกลยุทธ์แกมโกงที่นาจิบเอามาใช้เพื่อลดจำนวนผู้เดินทางไปลงคะแนนเสียง เนื่องจากเป็นวันกลางสัปดาห์ที่ตามกฎหมายนั้นหยุดราชการให้เพียงวันเดียว ทำให้คนที่ทำงานไกลบ้านไม่ต้องการจะเดินทางกลับบ้านเพื่อไปลงคะแนนเสียง แต่แรงกดทับดังกล่าวก็ก่อให้เกิดแรงต้านสวนกลับ ในโลกโซเชียลได้เกิดกระแสรณรงค์ โดยใช้แฮชแท็ก #PulangMengundi ซึ่งมีความหมายว่า “กลับบ้านไปเลือกตั้ง”[6] เพื่อกระตุ้นให้ทั้งฝ่ายผู้ลงคะแนนยอมสละเวลากลับไปลงคะแนน และกระตุ้นให้ฝ่ายนายจ้างต่างๆ อำนวยความสะดวกให้ลูกจ้างเป็นตัวอย่างแก่นายจ้างคนอื่นๆ ด้วย ผลคือ หลายบริษัทมีการให้หยุดงานเพิ่มปิดหัวท้ายวันเลือกตั้งหรือให้ทำงานนอกสถานที่ได้ บางที่ออกค่าเดินทางเป็นสวัสดิการให้ แฮชแท็ก “กลับบ้านไปเลือกตั้ง” นี้จึงถือเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีผลพลิกล็อกได้ และได้แสดงให้เห็นว่า สื่อโซเชียลในมาเลเซียมีพลังมากเพียงใด แต่พลังนี้จะรุนแรงพอจนนำไปสู่ “วันใหม่” ของเสรีภาพสื่อของมาเลเซียได้หรือไม่นั้น คงต้องรอดูท่าทีของนายกคนใหม่ว่าจะมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ หรือจะเป็นแค่เรือลำใหม่ในอ่างเดิมๆ ของวันเก่า


[1] Mark Jones. “Which ASEAN country is the most competitive?” https://www.weforum.org/agenda/2015/04/which-asean-country-is-the-most-competitive/ (accessed 1 March 2018).

[2] EF Education First. “English in Asia: as diverse as the continent itself”. https://www.ef.co.th/epi/regions/asia/ (accessed 3 March 2018).

[3] Indronil Roychowdhury. “Malaysia aims to become developed country by 2020”. https://www.financialexpress.com/india-news/malaysia-aims-to-become-developed-country-by-2020/142875/ (accessed 3 March 2018).

[4] ‘Go ahead, charge me over fake news, says Malaysia’s Mahathir of plane sabotage claim’. Channel NewsAsia. https://www.channelnewsasia.com/news/asia/go-ahead-charge-me-over-fake-news-says-malaysia-s-mahathir-of-10202398 (accessed 17 May 2018).

[5]  “Malaysian PM Mahathir vows to review ‘fake news’ law”. Channel NewsAsia. https://www.channelnewsasia.com/news/asia/malaysian-pm-mahathir-vows-to-review–fake-news–law-10229668 (accessed 17 May 2018).

[6] Rozanna Latiff, Tom Westbrook. “’Go home to vote’: Malaysian Twitter users, firms offer to pay travel costs”. Reuters. https://www.reuters.com/article/us-malaysia-election-social-media/go-home-to-vote-malaysian-twitter-users-firms-offer-to-pay-travel-costs-idUSKBN1HH1ZL (accessed 17 May 2018).

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *