กัวลาลัมเปอร์ เมืองแห่งความแตกต่างและหลากหลาย

 ดลลดา ชื่นจันทร์

กรุงกัวลาลัมเปอร์เป็นเมืองหลวงของประเทศมาเลเซียและเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากที่สุด เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเงินที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย อีกทั้งมีชื่อเสียงในหลายด้าน ทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและช็อปปิ้ง ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่น่าไปเยือน 10 อันดับแรก จาก 100 โดย Euromonitor International เป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัย อันดับที่ 70 จาก 140 จากการจัดอับดับของ Economist Intelligence และ Frobes ก็ได้จัดให้กัวลาลัมเปอร์เป็นอันดับ 6 จาก 10 เมืองที่ดีที่สุดในการเกษียณอายุในต่างประเทศ จากอันดับและชื่อเสียงจึงดูเหมือนว่ากรุงกัวลาลัมเปอร์เป็นเมืองที่มีการจัดการที่ดีเหมาะแก่ทั้งผู้อยู่และผู้เยือน ส่วนหนึ่งที่นำพากัวลาลัมเปอร์มาถึงจุดนี้ก็อาจด้วยแผนหรือแนวทางพัฒนาเมืองที่ทำต่อเนื่องมาตลอดหลายปีและมีเป้าหมายที่มุ่งหวังให้เมืองมีมาตรฐานความเป็นอยู่อยู่ในระดับสากล

หนึ่งในแนวทางที่อยากจะยกขึ้นมาในบทความนี้คือการสร้าง City brand อันหมายถึงภาพลักษณ์ของเมืองที่นำเสนอแก่สายตาชาวโลกและเป็นอัตลักษณ์ที่ผู้คนในเมืองร่วมกันยึดถือของกรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อ 2 ปีก่อนด้วยคำขวัญที่ว่า “ A City of Contrast And Diversity” ซึ่งยกความหลากหลายทางวัฒนธรรม สถานที่และความแตกต่างของอัตลักษณ์ในชาติพันธุ์มาเป็นจุดแข็ง ทว่าอันที่จริงก่อนสิ่งเหล่านี้จะถูกนำเสนอให้กลายเป็น City brand ความแตกต่างหลากหลายของกัวลาลัมเปอร์เคยเป็นหนึ่งในต้นตอของความขัดแย้งที่มาเลเซียพยายามสร้างภาพลักษณ์ในแบบอื่นๆ เพื่อหลบเลี่ยง แต่เมื่อวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองได้เปลี่ยนไป สิ่งที่เคยสร้างความแตกแยกกลับกลายเป็นตัวตนที่น่าภาคภูมิใจ  ในบทความนี้จะใช้ประวัติศาสตร์ของการพัฒนาเมืองมาร้อยเรียงและสร้างความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่สั่งสมความขัดแย้งไปจนถึงการจัดการกับตัวตนของกรุงกัวลาลัมเปอร์ในยุคหลัง

 

ดินแดนแห่งผลประโยชน์

กัวลาลัมเปอร์เป็นดินแดนแห่งผลประโยชน์และการที่สถานที่แห่งนี้ถูกปักหมุดหมายให้กลายเป็นเมืองขึ้นมาได้ก็เพราะแร่ดีบุกที่อยู่ใต้ผืนโคลน โดยคำว่า kuala หมายถึงจุดบรรจบของแม่น้ำ ซึ่งก็คือแม่น้ำ Gombak และ แม่น้ำ Klang ส่วน lumpur หมายถึง โคลน เมื่อรวมกันก็แปลตรงตัวได้ว่าเป็น “จุดบรรจบกันของโคลน” เป็นการบ่งบอกถึงลักษณะของพื้นที่บริเวณนั้น ที่ตั้งของกัวลาลัมเปอร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเซอลาโงร์ ซึ่งปกครองด้วยสุลต่าน ในช่วงศตวรรษที่ 19 รัฐนี้ได้รรับความนิยมจากการแสวงหาผลประโยชน์ในแร่ดีบุก ในปี 1840 ชาวจีนได้เข้ามาทำเหมืองในบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก และในปี 1857 Yap Ah Loy ชาวจีนซึ่งมีอิทธิพลในพื้นที่ได้สร้างรากฐานให้แก่กัวลาลัมเปอร์ ทำให้พื้นที่ที่เคยเป็นเหมืองละกลุ่มหมู่บ้านกลายเป็นเมืองขึ้นมา เขาได้วางกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน สร้างอาคาร ถนนและดูแลเมืองนี้  แต่ด้วยความที่กัวลาลัมเปอร์อยู่ในจุดที่สะดวกที่สุดในการรวบรวมและกระจายสินค้าไปยังเหมืองต่างๆ รวมทั้งเป็นจุดที่ดีในการทำเหมืองแร่ จึงมีการทำสงครามกลางเมืองเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์อยู่บ่อยครั้ง ทั้งจากคนในพื้นที่เองและคนจากทางรัฐเซอลาโงร์เข้ามาร่วม

กระทั่งในปี 1874 สุลต่าน Adbul Samad ได้ให้อังกฤษเข้ามาปกครองพื้นที่ ความที่กัวลาลัมเปอร์เป็นที่ราบมากกว่าบริเวณอื่น (เป็นหุบเขา) และสามารถติดต่อกับเมืองโดยรอบได้สะดวกทำให้ง่ายต่อการพัฒนา เมืองนี้จึงเป็นทำเลที่ถูกเลือกให้ความสำคัญ และเห็นเป็นรูปธรรมเมื่ออังกฤษได้ยกให้กัวลาลัมเปอร์กลายเป็นเมืองหลวงของรัฐเซอลาโงร์ในปี 1880 จากนั้น ปี 1882 Frank Swettenham ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นทูตประจำเมืองและนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่เมืองโดยการสร้างอาคารสมัยใหม่ที่มั่นคงจากอิฐและกระเบื้อง ตัดถนนหน้ากว้างพร้อมระบบสุขาภิบาล ในช่วงปี 1880-1895 คือช่วงที่กัวลาลัมเปอร์พัฒนาอย่างก้าวกระโดดเป็นเมืองที่ทันสมัยตามมาตรฐานยุโรปในเวลาอันรวดเร็ว ในปี 1895 ด้วยความพร้อมหลายๆ ด้านจากการพัฒนาเมือง กัวลาลัมเปอร์ก็ได้กลายเป็นเมืองหลวงของสหพันธรัฐมลายูในที่สุด ทั้งนี้ในด้านการปกครองด้วยความที่ประชากรที่มาตั้งรกรากแต่ต้นและส่วนมากเป็นชาวจีน Yap Ah Loy ซึ่งยังคงมีอิทธิพลในหมู่ชาวจีน มีความสามารถต่อรองผลประโยชน์กับเจ้าอาณานิคมในยุคหลังจาก Swettenham มาถึง อันจะส่งผลต่อตำแหน่งแห่งที่ที่คนจีนจะมีต่อมาในภายหลัง

 

การสร้างความเป็นอื่นผ่านการแปงเมืองในสมัยอาณานิคม

แน่นอนว่าจุดที่ได้รับการพัฒนาเป็นเมืองก่อนคือบริเวณพื้นที่รอบจุดตัดของแม่น้ำอันเป็นที่มาของชื่อเมือง ซึ่งมีรากฐานความเป็นเมืองมาก่อนจึงเป็นการสะดวกที่ Swettenham จะพัฒนาต่อเนื่องแทนที่จะวางเส้นทางหรือผังเมืองใหม่ทั้งหมด เส้นทางเลียบแม่น้ำและที่ตั้งของอาคารยังคงเป็นตำแหน่งเดียวกับที่ Yap Ah Loy เคยทำไว้ แต่ก็มีการสร้างสำนักงานรัฐบาล สำนักงานตำรวจ สโมสร โบสถ์และที่ทำการไปรษณีย์เพิ่มขึ้นมา ส่วนที่น่าสนใจคือการเลือกพื้นที่สำหรับ “คนขาว” โดยใช้ประโยชน์จากแม่น้ำนี้เอง อังกฤษได้เลือกปักหลักลงที่ฝั่งซ้ายหรือทิศตะวันตกของแม่น้ำ Klang ซึ่งมีดินแดนเป็นเนินสูงอาคารในแบบยุโรปจะอยู่ในฝั่งนี้ ระยะที่ไม่ห่างกันมากทำให้ชาวอังกฤษเป็นเสมือนทั้งผู้ช่วยเหลือที่เข้าถึงชาวนิคมได้เพียงข้ามแม่น้ำและเว้นระยะในฐานะผู้ปกครองด้วยที่ตั้งที่สูงกว่าอันเป็นการสื่อสารโดยนัยถึงสถานะที่เหนือกว่าของเจ้าอาณานิคม การแยกพื้นที่อย่างชัดเจนไม่เพียงแต่งแบ่งสถานะของผู้อยู่อาศัยในเมืองเท่านั้น แต่ยังมีการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เพื่อง่ายต่อการปกครอง ควบคุมและสะดวกต่อการใช้งานด้วย

ชาวจีนนั้นจะอยู่ใน Chinatown บริเวณตลาดเก่าฝั่งขวาหรือทิศตะวันออกของแม่น้ำ Klang ในขณะที่ชาวมาเลย์มักอยู่ตามชานเมืองในพื้นที่เกษตร ส่วนพวกที่ยังอยู่ในเมืองจะอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำบริเวณ Java Street หรือปัจจุบันคือถนน Jalan Tun Perak ซึ่งเป็นถนนสายเก่าแก่ของกัวลาลัมเปอร์ ชาวอินเดียจะอยู่ในบริเวณเขตก่อสร้างทางรถไฟหรือบริเวณ Brickfield (โรงงานผลิตอิฐที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเมืองในช่วงอาณานิคม) ทางตอนล่างของแม่น้ำ Klang

1 พื้นที่ของชาวอังกฤษ 2 สถานีรถไฟพื้นที่ของคนอินเดีย  3,4 พื้นที่ของชาวจีน 5,6 พื้นที่ของชาวมาเลย์ image source : Architecture and Urban Form in Kuala Lumpur

การแบ่งพื้นที่แม้ไม่ได้ตราออกมาเป็นกฎแต่ก็ชัดเจนโดยพฤตินัย และสร้างความแปลกแยกให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัย ทั้งนี้การสร้างความเป็นอื่นระหว่างชาติพันธุ์ รวมทั้งระหว่างชาวอังกฤษกับชนพื้นเมืองด้วย ไม่ได้มีแค่การแบ่งแยกพื้นที่เท่านั้นที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ แต่การปล่อยให้แต่ละท้องที่สร้างสิ่งปลูกสร้างและดำเนินชีวิตตามวิถีและวัฒนธรรมเดิมๆ เป็นอีกส่วนประกอบหนึ่งที่สร้างความเป็นอื่นในสายตากันและกัน

ที่ชัดเจนที่สุดคือชุมชนชาวจีน ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ชาวจีนสร้างอาคารแบบ shophouse ที่มีพื้นที่หน้าบ้านที่ถูกเรียกว่า five-foot way อันโด่งดัง รวมทั้งวิถีชีวิต ภาษา วัฒนธรรม อาชีพการงาน ทั้งหมดใน Chinatown เปรียบเสมือนเป็นประเทศจีนโดยตัวของมันเองถึงแม้จะอยู่ในแผ่นดินมลายูก็ตาม

Shophouse image source : Architecture and Urban Form in Kuala Lumpur

นอกจากนี้ด้วยชาวจีนส่วนมากเป็นผู้อพยพและไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง พวกเขาจึงกลายเป็นชาวเมืองอย่างแท้จริง และเน้นประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความเป็นเมืองมากกว่า เช่น การเปิดร้านเหล้า โรงฝิ่น บ่อน ซ่องและการค้าขายอื่นๆ  ดังที่กล่าวไปข้างต้นอิทธิพลของ Yap Ah Loy มีผลให้เกิดความได้เปรียบในการหาผลประโยชน์ของชาวจีน รวมถึงทำเลที่ตั้งของ Chinatown ก็สะดวกต่อการทำธุรกิจและขนส่งสินค้า ทำให้พวกเขามีอำนาจทางเศรฐกิจเป็นอย่างมาก แม้แต่ Brickfield ก็เป็น Yap Ah Loy ที่เป็นผู้ไปลงทุนไว้และได้กำไรมากมายขากการขายอิฐเพื่อสร้างเมือง อังกฤษปล่อยให้ชาวจีนสร้างอิทธิพลและดำเนินธุรกิจภายใต้ความขุ่นข้องของชาวมาเลย์ ที่มองว่าชาวจีนเป็นพวกที่ถูกปล่อยให้ทำเรื่องเสื่อมเสียทางศีลธรรม แต่ขณะเดียวกันการมีอยู่ของ ชุมชนคนจีน ก็เป็นการควบคุมพวกเขาไปในตัว ทั้งรูปแบบอาคารและวิถีชีวิตที่คุ้นเคยทำให้ผู้อพยพชาวจีนรู้สึกเหมือนยังอยู่ในแผ่นดินเกิดและสบายใจที่จะอยู่ในนั้นมากกว่าจะพยายามสร้างความวุ่นวายให้เจ้าอาณานิคม

สำหรับชาวมาเลย์ เมื่อพื้นที่ในใจกลางเมืองเริ่มมีค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 1884 ชาวมาเลย์ที่เคยอยู่ใกล้ตัวเมืองแถว Java Street ก็ถูกบีบให้ถ่อยร่นขึ้นไปเหนือแม่น้ำและถูกจัดแจงให้ทำการเกษตร และยังคงอยู่อาศัยในบ้านแบบ kampung มีความเป็นชุมชนสูงโดยแม้แต่ผู้ปกครองก็ไม่อาจเข้าไปยุ่มย่ามได้ง่ายๆ

“พวกเขาไม่ยุ่งกับใคร ไม่ว่าเชื้อชาติไหนที่พวกเขาถือไว้ พวกเขายึดถือมันโดยแต่พวกเขาเอง” Richard Cule บันทึกนักเดินทางที่มาเยือนกัวลาลัมเปอร์ในปี1920 (อ้างถึงใน Yat Ming Loo,2013)

Kampung house by Wong Pek Mei image source : thestar.com

 

การสร้างความเป็นอื่นนั้นเกิดขึ้นทั้งกับชาวจีน ชาวมาเลย์ และชาวอังกฤษ ด้วยพื้นที่ที่แยกกันและรูปแบบสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกชัดเจนว่าพื้นที่ไหนเป็นของใครเป็นสิ่งที่ส่งผลเสียตามมา หลังจากหลังยุคอาณานิคมก็เกิดความขัดแย้งกันอยู่เนื่องๆ ระหว่างชาติพันธุ์ โดยเฉพาะชาวจีนกับชาวมาเลย์ โดยถึงแม้ปัญหาระหว่างเชื้อชาติจะมีความละเอียดอ่อนและประกอบด้วยหลายปัจจัย ทั้งด้านผลประโยชน์และวิถีชีวิต แต่เมืองที่ผู้คนไม่อาจเป็นเพื่อนบ้านกัน ไม่สามารถมีประวัติศาสตร์ครอบครัวร่วมกันได้ก็ไม่อาจสร้างความเข้าใจระหว่างกันและทิ้งอคติให้แก่กันกินเวลายาวนานพอสมควร

 

การพัฒนาเมืองและการสร้างภาพลักษณ์หลังได้รับเอกราช

มาเลเซียประกาศอิสระภาพในปี 1957 และกัวลาลัมเปอร์แยกตัวออกจากรัฐเซอลาโงร์ในปี 1974 กลายเป็นหนึ่งในสามของ ดินแดนสหพันธ์ของมาเลเซีย (Malaysian Federal Territories) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของรัฐบาลกลาง หลังได้รับเอกราชมาเลเซียเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากอุตสาหกรรมยางเนื่องจากความต้องการรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในศตวรรษที่ 20 กรุงกัวลาลัมเปอร์กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเงิน แต่ทั้งนี้อำนาจทางเศรษฐกิจกลับกระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม ความขุ่นข้องหมองใจในสภาวการณ์ที่เป็นอยู่กับประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมาทำให้ในวันที่ 13 พฤษภาคม 1969 มีการก่อจลาจลขึ้นในกัวลาลัมเปอร์ ความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ระหว่างชาวจีนและชาวมาเลย์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 196 คน นับแต่นั้นรัฐก็ออกนโยบายที่เชื่อว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมได้ออกมานั่นคือ “ภูมิบุตรา” อันโด่งดัง

แน่นอนว่าปัญหาเชื้อชาติและความเท่าเทียมเป็นหนึ่งในภาพลักษณ์ที่มาเลเซียไม่ได้ตั้งใจสร้างแต่ก็เป็นที่รับรู้ของนานาชาติ ทั้งนี้มีการพูดถึงลักษณะของ City brand ไว้ว่า

City brand หรือภาพลักษณ์ของเมืองไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเท่านั้น ภาพลักษณ์นี้ยังสามารถบ่งบอกได้ถึงชุดความคิด มุมมอง ความเชื่อ และความประทับใจที่แต่ละบุคคลมีต่อสถานที่ (Gartner,1996 อ้างถึงใน Frederic Bouchon,2014)

เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่มาเลเซียพยายามทำต่อมาคือการสร้างภาพลักษณ์หรือ City Brand ในแบบที่ต้องการให้นานาชาติเห็น ผ่านการพัฒนาเมืองที่มุ่งเน้นความทันสมัย ในช่วงปี 1990 ถึงปี 2000 อาคารสมัยใหม่ถูกสร้างมากมายและแทนที่บ้านเรือนแบบเก่า มีMagaprojects ที่พยายามนำเสนอความทันสมัยและสื่อสารถึงเอกลักษณ์ของ “มุสลิมสมัยใหม่”  (Bunnell,2002 อ้างถึงใน Frederic Bouchon,2014) จึงมีการผสมผสานความเป็นมุสลิมลงไปในงานออกแบบอาคารหลายแห่งรวมทั้งสร้างสิ่งก่อสร้างที่เน้นความสวยงามของศิลปะแบบมุสลิม เช่น ตึก Dayabumi complex ที่สร้างในปี 1982  ตึก Bangunan Tabung Haji ปี 1984 และ  Petronas Twin Towers อันโด่งดังที่แล้วเสร็จในปี 1998 เหล่านี้เป็นภาพลักษณ์หรือ City brand ที่กัวลาลัมเปอร์พยายามสร้างควบคู่กับการเป็นแหล่งช็อปปิ้ง ที่พักผ่อนหย่อนใจและเมืองที่น่าอยู่ในช่วงปี 1989-2001

Dayabumi complex image source : Mapio.net By romieoh photography
bangunan tabung haji image source : www.bygging-uddemann.se Posted on June 11, 2015 at 8:42 am by ida
Petronas Twin Towers

โดยเน้นถึงความภาคภูมิใจในความเป็นมุสลิมของตนและไม่ได้หันมองชนกลุ่มอื่นที่ร่วมอาศัยอยู่ในเมือง ถัดจากนั้นก็มีความพยายามสร้างภาพลักษณ์เมืองแบบใหม่อยู่เรื่อยๆ และหลายแนวคิดยังไม่สามารถตอบโจทย์ตัวเมืองได้อย่างแท้จริง เช่น Malaysia Truly Asia , VisitKL , Global city , Creative city เป็นต้น

 

City Brand ในยุคหลัง และวิสัยทัศน์ที่เปลี่ยนไป

ทิศทางแบบเดิมได้เปลี่ยนไปเมื่อมาเลเซียมีความต้องการจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคมการเมืองและจิตวิญญาณภายในปี 2020 (kuala lumpur structure plan 2020) อันเป็นวิสัยทัศน์ที่มุ่งให้กัวลาลัมเปอร์กลายเป็น World Class City เมืองซึ่งเป็นมิตรแก่ผู้มาเยือนทุกคนและเป็นมิตรต่อผู้อยู่อาศัยทุกชาติพันธุ์ แผนการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางที่ทุกคนใช้ร่วมกันได้และพัฒนาพื้นที่ทางประวัติศาสตร์โดยไม่แบ่งแยกชาติพันธุ์จึงได้ปรากฎออกมา

“กัวลาลัมเปอร์ต้องการอัตลักษณ์ที่โด่ดเด่น ที่ประชาชนทุกคนเชื่อในคุณค่าของอัตลักษณ์นั้นและขณะเดียวกันก็สามารถสร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้มาเยือนได้

Datuk Seri Mhd Amin Nordin Abd Aziz นายกเทศมนตรีกรุงกัวลาลัมเปอร์กล่าวถึง City brand ใหม่ของเมืองไว้ในปี 2016 นั่นก็คือ “A City of Contrast  And Diversity” ซึ่งเขาได้กล่าวเสริมไว้อีกว่า

“ภาพลักษณ์ใหม่ของกัวลาลัมเปอร์นี้จะมุ่งเน้นการสร้างความภาคภูมิใจ มันจะยกระดับความรู้สึกภาคภูมิใจของพวกเราและนำพาภาพลักษณ์ของกัวลาลัมเปอร์ให้อยู่ในระดับโลก

จะเห็นได้ว่า City Brand ในความหมายของท่านนายกเทศมนตรีนี้ไม่เพียงแต่พูดถึงสากลโลกและผู้มาเยือนเท่านั้น แต่ผูกมันเข้าไว้กับอัตลักษณ์ของเมืองที่ชาวเมืองควรต้องภาคภูมิใจในความแตกต่างหลากหลายของตนด้วย

จึงกลับกลายเป็นว่า ความเป็นอื่น ความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เคยเป็นหนึ่งในรากเหง้าของความขัดแย้งกลับกลายเป็นจุดแข็งที่ถูกวิสัยทัศน์สมัยใหม่หยิบขึ้นมาเป็นอัตลักษณ์ของเมืองและสร้าง Branding ในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวพร้อมทั้งพยายามสร้างค่านิยมใหม่ให้แก่ประชาชน และเป็นที่น่าสนใจว่าวิธีการจัดการกับความแตกต่างของผู้คนในปัจจุบันนั้นไม่ใช่การพยายาม “ละลาย” ผู้คนเข้าหากัน แต่คือการปล่อยให้ทุกคนมีพื้นที่เป็นของตนเองและยอมรับว่าความแตกต่างหลากหลายนั้นคือตัวตนของกัวลาลัมเปอร์ พร้อมจะนำเสนอ shophouse พอๆ กับ kampong House  ความเป็นตัวตนของชาวอินเดียในย่าน Brickfield รวมทั้ง ถ้ำ Batu ศาสนสถานของฮินดูก็เป็นหนึ่งในสถานที่แนะนำของกัวลาลัมเปอร์

Batu Cave

ในแผนพัฒนาแห่งชาติ 2020 มีความใส่ใจในการเพิ่มและดูแลพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น สวนสาธารณะ สนามกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้ทุกคนในชุมชนได้มีพื้นที่ร่วมกัน พบปะและเรียนรู้ พร้อมทั้งมีความใส่ใจที่จะปรับปรุงส่งเสริมอาคารซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ทางวัฒนธรรมของทุกเชื้อชาติศาสนาอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นมัสยิดหรือศาลเจ้า เราอาจไม่สามารถพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติของผู้คนในเมืองในปัจจุบันได้อย่างชัดเจนจากการมองที่การพัฒนาเมืองเพียงอย่างเดียวและการเปลี่ยนจากการมุ่งนำเสนอความเป็นมุสลิมมาเป็นการยอมรับความแตกต่างอาจเป็นแค่ผลพวงจากการท่องเที่ยว แต่ความพยายามยอมรับกัวลาลัมเปอร์อย่างที่เป็นและมองหาความภูมิใจในสิ่งที่เคยสร้างปัญหาเป็นสิ่งน่าประทับใจและมีความเหมาะเจาะในตัวมันเอง ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับเมืองที่ตามหาวิธีการในการยอมรับตัวเองและเรียนรู้ที่จะแก้ไขจัดการประเด็นทางสังคมที่แต่ละเมืองมีต่อไปในอนาคต

 

บรรณานุกรม

Loo, Y. M. (2013). Architecture and Urban Form in Kuala Lumpur: Race and Chinese Spaces in a Postcolonial City. Routledge.

Bouchon, F. A. (2014). Truly Asia and global city? Branding strategies and contested identities in Kuala Lumpur. Place branding and public diplomacy10(1), 6-18.

Plan, K. L. S. (2007). 2020.(2004). Dewan Bandaraya Kuala Lumpur, Kuala Lumpur.

Gullick, J. M. (1955). Kuala Lumpur, 1880-1895. Journal of the Malayan Branch of the Royal Asiatic Society24(4): 10-11.

Yap Ah Loy’s Administration”. Yapahloy.tripod.com. 12 September 2000. Retrieved 5 October 2011.

Wonderfulmalaysia. History of Kuala Lumpur. http://www.wonderfulmalaysia.com/kuala-lumpur-history.htm

the Sun daily.(25 April 2016).Branding KL as city of contrast and diversity. http://www.thesundaily.my/news/1778503

New Straits Times.( 15 December 2017 ). KL in Top 10 of ‘top 100 cities’ ranking. https://www.nst.com.my/news/nation/2017/12/314872/kl-top-10-top-100-cities-ranking

Richard Eisenberg (6 August 2017). “The Surprising Top 10 List Of Best Places To Retire Abroad”. Forbes. https://www.forbes.com/sites/nextavenue/2017/08/06/the-surprising-top-10-list-of-best-places-to-retire-abroad-from-live-and-invest-overseas/#318d17f31d12

the Sun daily.(17 August 2017).“KL is second most liveable city in Southeast Asia”.http://www.thesundaily.my/news/2017/08/17/kl-second-most-liveable-city-southeast-asia

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *