ความเหลื่อมล้ำกับความเป็นเมืองในย่างกุ้ง

ณัฐพล ตันตระกูลทรัพย์

อนรรฆ พิทักษ์ธานิน

ศูนย์แม่โขงศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

เพิงไม้มุงจาก ฝาไม้ไผ่ขัดแตะ ที่เรียงรายเป็นกระจุกอยู่ตามถนนและพื้นที่ว่างในเขตอุตสาหกรรม Hlaing Thar Yar กลายเป็นภาพชินตาที่เกิดขึ้นในเขตอุตสาหกรรมแห่งแรกและใหญ่ที่สุดของประเทศ “เมียนมา” ประเทศที่นักธุรกิจทั่วโลกกำลังจับตาว่าจะเป็นโอกาสทองทางธุรกิจแห่งนี้

นอกจากความรู้สึกไม่เป็นระเบียบ ไม่งามตา สกปรก ดูเหมือนจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค และความรู้สึกน่าหวาดหวั่นของกลุ่มคนที่อยู่ในเพิงพักเหล่านี้ กลุ่มของสิ่งปลูกสร้างที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “สลัม” ยังบอกอะไรกับเราได้อีกบ้าง หรือเราควรมองปรากฏการณ์นี้อย่างไร ไม่เพียงแต่สถานการณ์ในเขตนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้เท่านั้น แต่ยังอาจหมายรวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจพม่าและการเติบโตของเมืองย่างกุ้งหลังการปฏิรูปทางการเมืองในปี 2010

ผู้เขียนร่วมกับ Bendar Social Development Group ได้ลงสำรวจและเก็บข้อมูลเบื้องต้นในพื้นที่ และเรื่องเล่าของ 2 ครอบครัว ที่อาศัยในเพิงพักเหล่านี้ น่าจะสร้างความเข้าใจและมุมมองเพิ่มเติมได้อย่างดี

 

ความสูญเสียในอดีต

U Kyaw Gyi ชาวมณฑลเอยาวดี เกิดและเติบโตในหมู่บ้านที่มีน้ำท่วมตลอดทั้งปี อาชีพที่ยึดถือมาแต่ครั้งบรรพบุรุษก็คือจับปลา โดยจับในบริเวณเดียวกับพื้นที่อยู่อาศัยนั่นเอง แต่วันเลวคืนร้ายรัฐบาลกลับนำพื้นที่ของหมู่บ้านมาจัดสรรเป็นแปลงสัมปทานเพื่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้กลุ่มธุรกิจ ที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย ซึ่งไม่เคยมีระบบเอกสารสิทธิใดๆจึงต้องสูญเสียไปทั้งหมดอย่างไร้ทางสู้ จนต้องเข้ามาหางานในเมืองกันทั้งครอบครัวตั้งแต่ 11 ปีที่แล้ว ปัจจุบัน 8 ชีวิต อาศัยในเพิงเล็กๆหน้ากว้างราว 2 เมตร แม้ฐานะในปัจจุบันจะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมากมายในชีวิต

ระบบกรรมสิทธิ์ที่ชาวบ้านไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดิน ทำได้เพียงเช่าสิทธิจากรัฐ บวกกับระบบฐานข้อมูลและการจัดเก็บเอกสารที่เรียกได้ว่าไม่มีระบบ กลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้สิทธิในที่ดินทำกินและปัญหาการเข้ายึดครองที่ดินขนาดใหญ่ของรัฐและนายทุนเป็นปัญหาใหญ่ในเขตชนบทพม่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ปัญหาดังกล่าวสะท้อนความเหลื่อมล้ำในตัวของมันเองและยังเป็นแรงผลักให้ชาวบ้านต้องเข้ามาเผชิญความเหลื่อมล้ำอีกรูปแบบหนึ่งที่ในเมือง

 

ความมั่นคงในชีวิต

          U Thein Lwin และครอบครัว มาจากเอยาวดีเช่นเดียวกัน หลังจากที่ต้องสูญเสียที่ดินทำกินจากสภาพเศรษฐกิจที่เลวร้ายของครอบครัว จึงส่งลูกเมียเข้ามาหางานทำในเมืองก่อนโดยมีเพื่อนๆที่มาก่อนคอยช่วยเหลือ แต่ก็ยังไม่สามารถพยุงฐานะครอบครัวต่อไปได้จนต้องตามมาหางานทำในย่างกุ้งตั้งแต่ปี 2010 โดยเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย มอเตอร์ไซด์รับจ้าง และงานอื่นๆอีกหลากหลาย

แม้จะพอดำรงชีวิตอยู่ได้ในปัจจุบัน แต่ปัญหาที่รบกวนใจมาโดยตลอดก็คือเรื่องที่อยู่ ตั้งแต่เข้ามาย่างกุ้ง U Thein Lwin ต้องย้ายที่อยู่หลายครั้งอันเนื่องมาจากหลายเหตุผล โดยเฉพาะเรื่อง “สู้ค่าเช่าไม่ไหว” จนมาได้ที่อยู่ในปัจจุบันที่ค่อนข้างลงตัวโดยซื้อสิทธิ (ซึ่งถ้าว่าตามกฎหมายแล้วก็ไม่ได้มีการคุ้มครองใดๆ) จากคนที่อยู่ก่อนหน้าในราคาราว 170,000 จ๊าต (ราว 130 เหรียญ) ซึ่งแม้จะได้ที่อยู่ที่ค่อนข้างพอใจแล้วแต่ที่จริงยังต้องอกสั่นขวัญหายทุกครั้งที่ได้รับหมายแจ้งจากทางเทศบาล (Yangon City Development Committee: YCDC) ให้ย้ายออกจากพื้นที่ โดยส่งตรงถึงประตูบ้านปีละ 4 ครั้ง

ความไม่มั่นคงดังกล่าวทำให้การพัฒนาและปรับปรุงที่อยู่ให้ดีขึ้นนั้นเป็นไปได้ยาก เพิงมุงจากพื้นไม้ไผ่สานจึงเป็นทางเลือกเดียวของผู้คนที่นี่ เพิงแบบนี้กันยุงและแมลงไม่ได้ ฝุ่นและกลิ่นต่างๆกลายเป็นเรื่องที่คุ้นชิน ที่สำคัญยังเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้อย่างยิ่ง

ทั้งหมดนี้จึงทำให้สิ่งที่เรียกว่า “บ้าน” ที่สร้างความมั่นคงให้กับชีวิตทั้งทางกายภาพและจิตใจนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นได้ในที่แห่งนี้

 

ค่าครองชีพสูงคุณภาพชีวิตต่ำ

งานเป็นสิ่งที่หาไม่ยากนักโดยเฉพาะในปัจจุบัน แต่งานประจำที่มีรายได้มั่นคงแทบจะหาไม่ได้ หลายคนสูญเสียเอกสารระบุตัวตน ทั้งบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ต้องใช้ประกอบการสมัครงาน คนกลุ่มนี้แม้แต่เข้าเป็นแรงงานไร้ทักษะในโรงงานยังไม่มีสิทธิ รับจ้างทั่วไปและการค้าขายเล็กๆน้อยๆ อาทิ ร้านโชห่วย ร้านอาหารเล็กๆ และรับซ่อมจักรยาน จึงดูเหมือนจะเป็นอาชีพยอดนิยมของคนที่นี่

หากอยากจะมีรายได้ที่มากขึ้นหลายครอบครัวต้องดิ้นรนมากกว่านั้น บ้างต้องไปรับงานเย็บผ้าจากโรงงานมาทำที่บ้านซึ่งต้องลงทุนจักรเย็บผ้าเอง บางครอบครัวไปซื้อปลาสดจากแพปลาแล้วมาทำแดดเดียวขายส่งที่ตลาด หรือบางครอบครัวก็ดิ้นรนส่งคนหนุ่มสาวไปทำงานต่างประเทศ

แม้รายได้ไม่มั่นคงแต่รายจ่ายนั้นมั่นคงยิ่ง นอกจากค่าอาหารในแต่ละวันแล้วรายจ่ายเพื่อดำรงชีวิตในด้านอื่นๆ ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำดื่ม น้ำใช้ ดูจะเป็นรายจ่ายหลักของทุกครอบครัวที่นี่ ค่าไฟที่มีต้นทุนสูงเพราะซื้อมาจากเพื่อนบ้านที่มีเครื่องปั่นไฟดีเซล โดยจ่ายเป็นรายวันคิดตามจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีในบ้าน บ้านที่มีหลอดไฟ 2 หลอดและทีวี 1 เครื่อง จะเสียค่าไฟต่อวันราว 400 จ๊าต (ราว 10 บาท) หรือตกเดือนละราว 300 บาท นี่เป็นราคาสำหรับการใช้ไฟเพียงแค่ 3 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น สถานการณ์น้ำดื่มน้ำใช้ก็ไม่ต่างกันนัก ในหน้าฝนบางครอบครัวอาจเก็บน้ำฝนไว้ใช้ได้ แต่ในหน้าแล้งก็ต้องพึ่งระบบประปาจากเพื่อนบ้านที่มีเงินลงทุนเจาะน้ำบาดาลและขายในชุมชน

ความเจ็บป่วย แน่นอนเป็นรายจ่ายที่ทำให้ครอบครัวแทบล้มละลายได้ ครอบครัว U Thein Lwin ซึ่งถือเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ เพราะมีลูกไปทำงานต่างประเทศและส่งเงินกลับมาให้ทุกเดือน แต่เงินที่ส่งมานั้นกลับหมดไปกับค่ารักษาพยาบาลภรรยาของเค้า ที่ป่วยเป็นโรคปวดหลังซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ร่างกายทำงานหนักในอดีต

 

กลจักรในการขับเคลื่อนการเป็นอุตสาหกรรม

ท่ามกลางการสนับสนุนให้ต่างชาติมาลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลพยายามดึงดูดการลงทุนผ่านมาตรการต่างๆ ทั้งการแก้กฎหมายให้เอื้อต่อการลงทุน ทั้งการปฏิรูประบบเงินตรา และความพยายามในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค แต่สิ่งที่ดึงดูดทุนจากต่างชาติได้มากที่สุดกลับเป็น “แรงงานราคาถูกจำนวนมาก”

เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน เมียนมามีต้นทุนทั้งด้านการขนส่งและต้นทุนสาธารณูปโภคสูงกว่าประเทศอื่นๆมาก แต่กลับมีต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่า ทำให้อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นจำนวนมาก เลือกที่จะย้ายฐานการผลิตมายังที่แห่งนี้ และความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานนี้ก็สามารถชดเชยต้นทุนด้านอื่นๆที่สูงลิ่วได้ทั้งหมด

แล้วแรงงานเหล่านี้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงลิ่วและอัตราเงินเฟ้อราวร้อยละ 6 คำตอบอาจหาได้จากสลัมที่เรียงรายอยู่รอบโรงงาน ซึ่งได้กลายเป็นทั้งโรงอาหารราคาถูก ที่พักอาศัยราคาต่ำของแรงงานบางส่วน และบริการราคาถูกอีกมากมาย ทั้งตัดผม ซ่อมจักรยาน ฯลฯ

อาจกล่าวได้ว่า โรงงานซึ่งควรเป็นผู้จัดสรรสวัสดิการทั้งอาหารและที่พักให้กับพนักงาน กลับผลักภาระดังกล่าวให้กับสลัมโดยรอบ ในแง่นี้สลัมจึงทำหน้าที่สำคัญในการลดต้นทุนให้กับอุตสาหกรรมซึ่งกลายเป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปแล้วในปัจจุบัน

 

ความช่วยเหลือจากภาครัฐที่มาไม่ถึง

นโยบายแฟลตเอื้ออาทรเป็นสิ่งที่รัฐนำมาใช้เหมือนประเทศอื่นๆในการจัดการกับปัญหาสลัม ความพิศวงก็คือ ยูนิตที่สร้างแล้วเสร็จจำนวนมากยังคงไร้ร้างผู้คน หากแต่รัฐก็ยังเดินหน้าก่อสร้างขยายยูนิตอยู่ตลอดเวลา

ราคาสูงเกินไป สูงเกินกว่าที่ชาวสลัมจะซื้อได้กลายเป็นเหตุผลสำคัญหนึ่งที่โครงการนี้ล้มเหลว แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่อาจสำคัญกว่านั้นก็คือการสร้างที่อยู่อาศัยแนวตั้งในบริเวณที่แยกห่างจากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ชาวสลัมไม่อาจย้ายไปได้แน่นอน

ชาวสลัมซึ่งมีรายได้ผูกติดอยู่กับแรงงานหลายหมื่นคนจะอยู่อย่างไรหากแยกเค้าออกมาอยู่ห่างจากโรงงาน ไม่ต่างจากการแยกผู้ผลิตออกมาจากตลาดของเค้า ชาวสลัมบางส่วนมีอาชีพที่ต้องใช้พื้นที่ในการทำงาน อาทิ การเปิดร้านซ่อมจักรยาน ทำปลาแดดเดียว หรือบางรายมีแปลงผักของตัวเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย กิจกรรมเหล่านี้จะเอาขึ้นไปทำบนแฟลตความสูง 10 ชั้น ได้อย่างไร

โครงการที่อยู่อาศัยของรัฐจึงมองสลัมว่าเป็นเพียงที่ซุกหัวนอนเท่านั้น และมองข้ามบทบาทในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการเป็นที่ประกอบอาชีพซึ่งสัมพันธ์กับแรงงานจำนวนเรือนหมื่นในเขตอุตสาหกรรม ในท้ายที่สุดแล้ว ความช่วยเหลือที่ปราศจากความเข้าใจของรัฐ ไม่ว่าจะทุ่มงบประมาณขนาดไหนก็จะไม่มีทางเข้าถึงชาวสลัมไปได้

 

เมืองกับการขูดรีด

            ท่ามกลางการเติบโตของเมืองย่างกุ้ง ภาพที่ซ้อนอยู่จึงเป็นการเติบโตของพื้นที่สลัมเช่นเดียวกัน สลัมกลายเป็นแหล่งแรงงานราคาถูกของเมือง กลายเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่เมืองผลักต้นทุนต่างๆมาให้ โดยเฉพาะต้นทุนในด้านแรงงาน ไม่เพียงแต่แรงงานในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น หากหมายถึงการใช้แรงงานในกิจการทั่วไป ทั้งแรงงานก่อสร้าง พนักงานร้านค้า กรรมกรในตลาด รวมถึงคนขับรถสาธารณะ ในขณะเดียวกัน การมีอยู่ของสลัมกลับถูกมองว่าเป็นปัญหาของการพัฒนาเมือง นำไปสู่มาตรการต่างๆที่รัฐระดมใช้เพื่อกวาดล้างสลัมให้หมดไป

ความเหลื่อมล้ำในชนบทซึ่งทำให้ครอบครัวของ U Kyaw Gyi และ U Thein Lwin ต้องจากมา จึงถูกผลิตซ้ำในเมือง การกลายเป็นเมืองจึงเป็นกระบวนการเดียวกับการสร้างความเหลื่อมล้ำอย่างแยกไม่ออก และอาจจะกลายเป็นภูมิทัศน์ทางสังคมที่โดดเด่นของย่างกุ้งหลังยุคเผด็จการ

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *