สิงคโปร์ : เมืองที่มีการวางแผนที่ดีที่สุดในโลก

ดร. จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์ [2]

 

ในปัจจุบัน สิงคโปร์ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีการวางแผนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทั้งในด้านการออกแบบวางผังเมืองและการบริหารจัดการเมือง รัฐบาลของหลายๆ ประเทศในโลก ทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน มาเลเซีย ไต้หวัน หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่างก็ยึดสิงคโปร์ให้เป็นต้นแบบในการพัฒนาเมืองของตน และเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดียก็ยังได้ขอความร่วมมือจากรัฐบาลสิงคโปร์ในการช่วยพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้กับอินเดีย แต่กว่าที่สิงคโปร์จะสามารถพาตัวเองมาถึงจุดนี้ได้นั้น สิงคโปร์เองก็ต้องเผชิญกับปัญหาของเมืองที่ไม่ได้แตกต่างจากเมืองอื่นๆในภูมิภาค และก็ต้องผ่านความล้มเหลวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ในบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนประสงค์ที่จะพาผู้อ่านเดินทางไปบนเส้นทางการพัฒนาเมืองของสิงคโปร์ โดยเราจะมาดูกันทั้งในบริบทของสิงคโปร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสำเร็จในการจัดการของรัฐบาล และสิ่งที่ประชาชนชาวสิงคโปร์ต้องสูญเสียไปในกระบวนการพัฒนาเมืองสู่ความเป็นเมืองที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

 

จากเมืองท่าปลายแหลมมาลายูสู่ศูนย์กลางของจักรวรรดิ์อังกฤษในตะวันออกไกล

แม้ว่าประวัติศาสตร์ของการตั้งชุมชนบนเกาะสิงคโปร์จะสามารถย้อนกลับไปได้ถึงสมัยอาณาจักรธรรมะสิกขะ (Temasek) แต่รูปร่างหน้าตาของสิงคโปร์อย่างที่เราคุ้นชินนั้น เพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นเมื่อเซอร์สแตมฟอร์ดแรฟเฟิลได้เข้ายึดครองพื้นที่ท่าเรือปากแม่น้ำทางตอนใต้ของเกาะ เพื่อจัดตั้งอาณานิคมของอังกฤษในตะวันออกไกลในปีค.ศ. ๑๘๑๙ นี้เอง ความเจริญทางด้านการค้าและอุตสาหกรรมภายใต้ระบบการจัดการอังกฤษได้ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วสารทิศเข้ามาแสวงโชคในเมืองท่าเล็กๆ ปลายแหลมมาลายูแห่งนี้ ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี จำนวนผู้ตั้งถิ่นฐานที่มากขึ้นหลายเท่าตัวได้ส่งผลให้เมืองสิงคโปร์เติบโตขึ้นอย่างไร้ระเบียบ ด้วยเหตุนี้ในปีค.ศ. ๑๙๒๑ แรฟเฟิลจึงได้ริเริ่มที่จะจัดระเบียบและออกแบบผังเมืองสิงคโปร์เสียใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตขึ้นของประชากร เศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม โดยผังเมืองสิงคโปร์ของแรฟเฟิลนี้ก็จะได้กลายมาเป็นแบบแผนของเมืองอาณานิคมเมืองอื่นๆ ในภูมิภาค อีกทั้งเป็นการวางรากฐานให้กับการย้ายเมืองหลวงของอาณานิคมมาลายาจากปีนังมาสิงคโปร์ในภายหลัง

 

ผังเมืองสิงคโปร์ที่วางโดยสแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์
Source: The National Archive of Singapore

 

ผังเมืองของสิงคโปร์ที่วางโดยแรฟเฟิล จะมีลักษณะเป็นตารางหมากรุกโดยแบ่งพื้นที่แต่ละช่องตารางตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน เช่นพื้นที่ทางการเมืองการปกครอง พื้นที่ทางการค้า พื้นที่ทางการศึกษา พื้นที่ทางศาสนา  และพื้นที่อุตสาหกรรม นอกจากนี้แล้วในส่วนของพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยนั้นแรฟเฟิลก็ยังใช้ข้อได้เปรียบของการวางผังเมืองในรูปตารางหมากรุก ในการจัดการให้ประชากรของสิงคโปร์ที่มีความหลากหลายในทางเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ให้ตั้งถิ่นฐานแยกออกจากกันอย่างชัดเจน เช่นจำกัดให้ที่ใจกลางเมืองทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสิงคโปร์เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวยุโรปและของคนเชื้อสายเปอรานากัน และจัดพื้นที่รอบๆที่อยู่ไกลออกไปให้เป็นที่อยู่ของคนเชื้อชาติอื่นๆ เช่นกัมปงชิน่า (Kampong China) ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำสิงคโปร์เป็นที่อยู่อาศัยของคนจีน กัมปงกลาม (Kampong Glam)  อันเป็นที่อยู่อาศัยของคนมาลายูและมุสลิมที่อยู่เลยที่ตั้งถิ่นฐานของชาวยุโรปออกไป และกัมปงจูลีอะห์ (Kampong Chuliah) ทางตอนเหนือให้เป็นที่อยู่ของคนอินเดียก่อนที่จะขยายตัวมายังพื้นที่แถบถนนเซรางกูน (Serangoon Road) อันเป็นที่ตั้งของลิตเติ้ลอินเดียในปัจจุบัน

การวางผังเมืองแบบแบ่งแยกผู้คนตามเชื้อชาติศาสนาและวัฒนธรรมนี้ เป็นรูปธรรมของนโยบายการปกครองแบบแบ่งแยกเพื่อปกครอง (divide and rule) ที่นอกเหนือจากที่เป็นการระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างเชื้อชาติแล้ว ก็ยังมีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้เกิดสำนึกของการแบ่งแยกแตกต่างในหมู่พลเมือง จนกระทั่งไม่สามารถที่จะรวมตัวกันลุกฮือเพื่อต่อต้านรัฐบาลได้ ซึ่งต่อมาการวางผังเมืองในลักษณะนี้ก็จะได้เป็นต้นแบบให้กับการออกแบบเมืองอาณานิคมของอังกฤษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นย่างกุ้งและกัวลาลัมเปอร์ต่อไป

ในสายตาของนักปกครองและนักท่องเที่ยว การวางผังแบบแบ่งแยกผู้คนอย่างสิงคโปร์อาจจะช่วยให้เมืองดูเป็นระเบียบเรียบร้อยและมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน แต่ผลร้ายที่ตามมาก็คือ ความรู้สึกแบ่งแยกแตกต่างนั้นได้สั่งสมรอวันปะทุขึ้นมาเป็นสงครามความขัดแย้งระหว่างชุมชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือความขัดแย้งระหว่างชาวพม่าพื้นถิ่นและคนเชื้อสายอินเดียในย่างกุ้งเมื่อตอนที่พม่าได้รับเอกราชใหม่ๆ ที่ทำให้ชุมชนชาวอินเดียต้องละทิ้งบ้านเรือนอพยพกลับไปตั้งถิ่นฐานในอินเดีย หรือความขัดแย้งระหว่างชุมชนจีนอินเดียและมาลายูในสิงคโปร์หรือกัวลาลัมเปอร์ ที่มีความรุนแรงอย่างเด่นชัดในช่วงระหว่างปีค.ศ. ๑๙๕๙ ถึงค.ศ. ๑๙๖๙ และก็ยังคงปะทุขึ้นมาอยู่เป็นระยะๆ แม้ในปัจจุบัน

 

การเริ่มต้นที่ศูนย์อีกครั้งหนึ่ง

 

สภาพบ้านเรือนในสิงคโปร์ที่ถูกทำลายจากการทิ้งระเบิด

 

ในระหว่างส่งครามโลกครั้งที่ 2 สิงคโปร์เป็นจุดยุทธศาสตร์ของการสู้รบระหว่างกองทัพญี่ปุ่นและฝ่ายสัมพันธมิตร การทิ้งระเบิดของกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทำลายโครงสร้างทางสังคมเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมทางกายภาพของสิงคโปร์ไปจนเกือบหมด ผู้คนต้องอาศัยอยู่อย่างยากจนในสลัมท่ามกลางซากปรักหักพัง ผลจากการสู้รบในยุโรปก็ทำให้รัฐบาลอาณานิคมอ่อนแอ ทั้งในเชิงอำนาจและการคลัง หลังจากสงครามทุกอย่างในสิงคโปร์จึงเหมือนต้องเริ่มต้นขึ้นจากศูนย์อีกครั้งหนึ่ง บันทึกของนักหนังสือพิมพ์ที่ได้เดินทางไปยังสิงคโปร์ในปัจจุบันค.ศ. ๑๙๖๐ กล่าวถึงสิงคโปร์ว่า “เป็นเมืองที่แสนจะสกปรกและเต็มไปด้วยความยากจน”

 

ชีวิตของผู้คนที่ต้องอาศัยตามท้องถนนหลังสงคราม

 

เมื่อสงครามสงบ กองทัพอังกฤษได้เข้ามาปกครองและฟื้นฟูสิงคโปร์โดยใช้กองทุนเพื่อพัฒนาสิงคโปร์ (Singapore Improvement Trust) ที่จัดตั้งมาตั้งแต่ปีค.ศ. ๑๙๒๕ เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน แต่การจัดการอย่างไร้ความสามารถของกองทัพก็ทำให้การฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่และเศรษฐกิจเป็นไปอย่างเชื่องช้ามาก คุณภาพชีวิตของผู้คนต้องจมดิ่งลึกลงไปในความทุกข์ยากยิ่งกว่าช่วงสงคราม ผู้คนจำนวนมากต้องอาศัยอยู่ในชุมชนแออัดที่ปกครองโดยแก๊งค์อันธพาล เศรษฐกิจของประเทศก็ชะงักงัน เปิดโอกาสให้ขบวนการเรียกร้องเอกราชและกลุ่มการเมืองอย่าง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งมาลายาและพรรคกิจประชาชนฉวยโอกาสนี้ในการชูนโยบายการเคหะแห่งชาติเพื่อเรียกคะแนนสนับสนุนจากประชาชน

 

ลี กวน ยู ขณะกำลังหาเสียงให้พรรคกิจประชาชนในการเลือกตั้งครั้งแรก

 

ในการเลือกตั้งครั้งแรกในปีค.ศ. ๑๙๕๙ พรรคกิจประชาชนที่นำโดยนายลี กวน ยูได้ชูนโยบายการจัดสรรที่อยู่อาศัยให้แก่คนยากจนจนชนะการเลือกตั้งจ ากนั้นในปีค.ศ. ๑๙๖๐ รัฐบาลพรรคกิจประชาชนได้จัดตั้งการเคหะแห่งชาติ (Housing Development Board) เพื่อดูแลการก่อสร้างที่อยู่สำหรับประชาชนผู้ยากไร้แทนที่กองทุนเพื่อพัฒนาสิงคโปร์ ภายในชั่วระยะเวลาเพียง ๕ ปีระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๖๐ ถึง ค.ศ. ๑๙๖๕ การเคหะแห่งชาติสามารถก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ได้ถึง ๕๑,๐๓๑ หน่วย ซึ่งมากกว่าจำนวนที่อยู่อาศัยที่กองทุนเพื่อพัฒนาสิงคโปร์ได้ก่อสร้างมาตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีถึงสามเท่าความสามารถในการบริหารจัดการและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของประชาชนชาวสิงคโปร์ในระยะเวลาอันสั้นเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้นายลีกวนยูและพรรคกิจประชาชนได้รับความเชื่อถือจากประชาชนให้ปกครองสิงคโปร์มาตลอดช่วงระยะเวลา ๘๐ ปีที่ผ่านมา

 

เนื่องด้วยของจำกัดของพื้นที่ เคหะสงเคราะห์ของสิงคโปร์นั้นจำเป็นต้องพัฒนาในแนวดิ่งในรูปของตึกสูง ซึ่งประชาชนสิงคโปร์ที่คุ้นชินกับที่อาศัยที่เป็นตึกแถวและบ้านเดี่ยวชั้นเดียวในหมู่บ้านแบบดั้งเดิมปฏิเสธที่จะเข้าไปอยู่อาศัย อย่างไรก็ตามทัศนคติของประชาชนชาวสิงคโปร์ต่อการอาศัยในตึกสูงก็เปลี่ยนไปภาพหลังจากเหตุการณ์เพลิงไหม้หมู่บ้านและสลัมในบูกิต โฮ สวี (Bukit Ho Swee) ในปีค.ศ. ๑๙๖๑

 

เหตุการณ์เพลิงไหม้บูกิตโฮสวีและอนาคตของการพัฒนาเมืองสิงคโปร์

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บูกิต โฮ สวีคือสลัมที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ ผู้อยู่อาศัยในสลัมแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือเชื้อสายจีนและครอบครัวคนเชื้อสายอื่นที่ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัยไปในช่วงสงคราม บ้านเรือนในบูกิตโฮสวีเป็นบ้านเรือนที่สร้างขึ้นอย่างผิดกฎหมายด้วยวัสดุเท่าที่จะหามาได้จากซากปรักหักพังของสงคราม ดินแดนแห่งนี้ปราศจากไฟฟ้าน้ำสะอาดและกฎหมาย เป็นดินแดนที่ถูกปกครองโดยกลุ่มอาชญกรรมจำนวนนับไม่ถ้วน

 

เหตุการณ์เพลิงไหม้บูกิตโฮสวีในช่วงบ่ายของวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๖๑ เป็นเหตุการณ์ที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่จนถึงทุกวันนี้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการพัฒนาเมืองสิงคโปร์ ตลอดจนความเชื่อมั่นของประชาชนชาวสิงคโปร์ในนายลีกวนยูและพรรคกิจประชาชนไปตลอดกาล คำอธิบายหนึ่งของเพลิงไหม้นั้นอธิบายว่า เพลิงไหม้นั้นมีจุดกำเนิดจากหมู่บ้านกำปงเทียงบาห์รูหมู่บ้านของคนสิงคโปร์เชื้อสายมาลายูที่กำลังฉลองวันฮารีรายอ โดยคาดว่าเชื้อไฟจากหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆ แห่งนี้ได้ปลิวมาตกที่บูกิตโฮสวีและจุดชนวนให้เปลวเพลิงเผาผลาญสลัมแห่งนี้อย่างรวดเร็ว เพลิงไหม้ครั้งนี้ได้คร่าชีวิตคนไปถึง ๒ คน มีผู้บาดเจ็บ ๕๔ คน และทำให้ประชาชนนับหมื่นคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย

 

ภายในระยะเวลา ๒ อาทิตย์หลังจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ รัฐบาลพรรคกิจประชาชนสามารถจัดหาที่อยู่ชั่วคราวให้กับผู้ประสบภัยได้ทั้งหมด และสามารถสร้างที่อยู่อาศัยใหม่บนพื้นที่เดิมของบูกิตโฮสวีได้ภายในระยะเวลาเพียง ๙ เดือน เคหะสงเคราะห์บูกิตโฮสวีจึงเป็นต้นแบบของการพัฒนาเมืองของสิงคโปร์ ผ่านการใช้การวางผังเมืองเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อจัดการกับปัญหาสังคมและกลุ่มอาชญากรรม ตลอดจนเพื่อปรับภูมิทัศน์และกายภาพของเมืองให้เหมาะสมกับการเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชน

 

โครงการเคหะสงเคราะห์บูกิต โฮ สวี ที่สร้างเสร็งหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ในปี ค.ศ. ๑๙๖๑

 

ในหนังสือ‘Squatters into Citizens: The 1961 Bukit Ho Swee Fire and the Making of Modern Singapore’ ที่เขียนโดย Loh Kah Seng นักวิชาการชาวสิงคโปร์ได้กล่าวว่า เหตุการณ์ในครั้งนั้นคือจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการพัฒนาประเทศสิงคโปร์ ในปัจจุบันประชาชนกว่าร้อยละ ๘๐ ของสิงค์โปร์อาศัยอยู่ในตึกสูงที่สร้างโดยการเคหะแห่งชาติ  ในช่วงคริสตทศวรรษที่ ๑๙๖๐ และ ๑๙๗๐ ประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน(กำปง) ต่างๆ ทั่วเกาะสิงคโปร์ ต่างก็ทยอยกันแลกเปลี่ยนบ้านและที่ดินของตนเองกับชีวิตที่ดีกว่าในตึกสูงที่สร้างโดยรัฐบาล

ตลอดหลายทศวรรษรัฐบาลสิงคโปร์ได้ทะยอยซื้อที่ดิน หรือแลกเปลี่ยนหรือเวณคืนที่ดินจากเอกชนมาเป็นของรัฐ จนทำให้ในปัจจุบันผู้ที่ถือครองที่ดินรายใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ก็คือรัฐบาล ซึ่งปัจจัยในการถือครองที่ดินนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การวางผังเมืองและการจัดการใดใดเกี่ยวกับเมืองเป็นไปได้ง่ายตามที่รัฐบาลประสงค์

 

ภาพฝันที่เป็นจริงของสิงคโปร์

 

ลี กวน ยู ขณะเยี่ยมชมโครงการของการเคหะแห่งชาติที่สำเร็จตามความใฝ่ฝัน

 

ภาพฝันของสิงคโปร์ในช่วงปีค.ศ. ๑๙๖๐​  ถึงค.ศ. ๑๙๗๐นั้นก็ คือการสร้างเมืองใหม่บนซากปรักหักพังของโลกเก่า และพัฒนาชุมชนแออัดที่กระจายอยู่ทั่วเกาะให้เป็นสถานที่ที่น่าอยู่อาศัยสำหรับแรงงานฝีมือที่จะมาร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและความเจริญของชาติ ประวัติศาสตร์และอดีตของเมืองจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลสิงคโปร์ในขณะนั้นไม่ได้ให้ความสนใจนัก ทำให้ชุมชนและย่านเก่าของเมืองส่วนใหญ่ต้องถูกรื้อทำลายเพื่อแผ้วถางพื้นที่ให้ตึกสูงและห้างสรรพสินค้า

จากประสบการณ์การจลาจลต่อสู้กันระหว่างเชื้อชาติในช่วงค.ศ. ๑๙๕๐ ​และ ค.ศ. ๑๙๖๐ ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์ต้องพยายามสร้างสำนึกในความเป็นพลเมืองสิงคโปร์ที่เป็นหนึ่งเดียวในความหลากหลายเสียใหม่ จากการวางผังเมืองแบบแบ่งแยกผู้คนตามเชื้อชาติและศาสนาตามแบบแรฟเฟิลรัฐบาลสิงคโปร์ได้พยายามหลอมรวมประชาชนเข้าด้วยกัน ผ่านการกำหนดให้แต่ละตึกที่พักอาศัยต้องมีสัดส่วนของประชากรที่แตกต่างกันทางเชื้อชาติและศาสนาใกล้เคียงกัน คนสิงคโปร์เชื้อสายจีนมาลายูและอินเดียจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันทั้งในระดับชุมชนที่อยู่อาศัยและในระดับประเทศ

 

รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้ถือโอกาสนี้ในการจัดระเบียบทางเดินเท้าและหาบเร่แผงลอยข้างทาง โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญอยู่ ๓ ประการหลักๆ คือ

 

  1. เพื่อทำให้บ้านเมืองสิงคโปร์สะอาดสวยงาม
  2. เพื่อควบคุมอาชญากรรมและธุรกิจผิดกฎหมาย
  3. เพื่อสร้างงานและดูแลควบคุมธุรกิจนอกระบบ

 

 

ในสมัยก่อนที่รัฐบาลพรรคกิจประชาชนจะเข้ามาจัดการวางผังเมืองของสิงคโปร์ การดำเนินชีวิตของผู้คนและธุรกิจในสิงคโปร์เป็นอย่างไร้ระเบียบเช่นเมืองอื่นๆ ในภูมิภาค หาบเร่แผงลอย ร้านอาหารข้างทาง ตลาดสดมีอยู่ทั่วทุกหัวถนน สร้างความยากลำบากให้การทำความสะอาดและในการรักษาสุขอนามัย ธุรกิจโดยส่วนมากก็จะเป็นธุรกิจครอบครัวขนาดย่อมที่อยู่นอกระบบ ทำให้ปราศจากการควบคุมจัดการและการจัดเก็บภาษี

นอกจากนี้แล้วในแต่ละย่านหรือแต่ละกำปงจะมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลควบคุมอยู่ ซึ่งกลุ่มผู้มีอิทธิพลเหล่านี้จะเก็บเงินค่าคุ้มครองจากผู้อยู่อาศัยและผู้ประกอบการในย่านหรือกำปงนั้นๆ หากผู้ใดปฏิเสธที่จะจ่ายก็จะถูกคุกคาม จนกระทั่งไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติต่อไปได้ อิทธิพลของผู้มีอิทธิพลเหล่านี้แทรกซึมไปในทุกอณุของชีวิต ทำให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องปล่อยเลยตามเลย สภาพสังคมของสิงคโปร์ในขณะนั้นจึงเป็นอย่างเมืองที่ไร้กฎหมาย

 

จากเหตุผลดังกล่าว การพัฒนาเมืองของสิงคโปร์ภายหลังจากเหตุเพลิงไหม้บูกิต โฮ สวี รัฐบาลก็จะคำนึงถึงการจัดสร้างย่านการค้าตลาดสดและศูนย์อาหาร (Hawkers Centre) ให้กับผู้ค้าขายเหล่านี้ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งนอกจากที่จะช่วยให้บ้านเมืองเป็นระเบียบสวยงามแล้ว ก็ยังเป็นการสร้างงานและที่ทำกินถาวรให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เป็นการลดอำนาจของกลุ่มผู้มีอิทธิพลและธุรกิจผิดกฎหมาย ทำให้รัฐบาลสามารถเข้ามากำกับดูแลคุณภาพและสุขอนามัย ตลอดจนจัดเก็บภาษีได้โดยง่าย เป็นการทำธุรกิจนอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ เป็นการทำให้ประชาชนที่อยู่นอกกฎหมายให้กลายเป็นพลเมืองสิงคโปร์

การพัฒนาเมืองในฐานะนวัตกรรมทางสังคม

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การพัฒนาเมืองนั้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การออกแบบเมืองในเชิงกายภาพแต่เพียงอย่างเดียว สิ่งที่เราจะต้องคิดให้เกินไปกว่านั้นก็คือ การพัฒนาเมืองในเชิงกายภาพนั้นจะนำไปสู่สังคมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมแบบใด ซึ่งเราก็ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการใช้การพัฒนาเมืองในฐานะนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ จนกระทั่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจและสังคมที่ดีมี่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่ในการที่จะก้าวมาถึงจุดนี้ได้นั้น สิงคโปร์และประชาชนชาวสิงคโปร์เองก็ต้องสูญเสียอะไรไปหลายๆ อย่างเช่นเดียวกันซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้ผู้เขียนก็จะได้นำมาเผยแพร่ในบทความคราวต่อไป

 

 

บรรณานุกรม

The Lee Kuan Yew I remember: Bukit Ho Swee fire victim James Seah Kok Thim. THE STRAITS TIMES Mar 23, 2015.

Turnbull, C.M. A History of Modern Singapore, 1819-2005. National University of Singapore Press; Revised edition edition (January 1, 2009)


[1] บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการวิจัย  “นวัตกรรมสังคมประชาธิปไตยเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัยและยั่งยืนในอาเซียน” (Social Democratic Innovations for a Transition Towards Liveable and Sustainable ASEAN Cities) ได้รับการสนับสนุนโดย กองทุนรัชดาภิเษกสมโภช คลัสเตอร์อาเซียนศึกษา ความคิดเห็นในบทความนี้    ไม่ได้สะท้อนความคิดเห็นของหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัยและวิสาหกิจชุมชนที่ให้ข้อมูล

[2] อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์เอเชียใต้ศึกษา

 

Be First to Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *