ผลกระทบของการขยายตัวของเมืองต่อชาวนาและการปรับตัว กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนต้นข้าวหนองจอก [1]

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธนพันธ์ ไล่ประกอบทรัพย์[2]

บทนำ

เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เขตรอบนอกกรุงเทพมหานครที่มีการทำเกษตรกรรมอยู่โดยเฉพาะการเพาะปลูกข้าวและพืชสวนอื่น ๆ ปริมาณการเพาะปลูกข้าวของเขตหนองจอกมีปริมาณที่สูงกว่าปริมาณการเพาะปลูกข้าวของภาคกลางและทั้งประเทศ ในฤดูกาลผลิต 2559/60 เขตหนองจากมีผลผลิตต่อไร่ในด้านการเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 660 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่ ผลผลิตต่อไร่ในด้านการเก็บเกี่ยวของภาคกลางและทั้งประเทศอยู่ที่ 618 และ 446 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2560) อย่างไรก็ตาม ผลผลิตการเก็บเกี่ยวของเขตหนองจอกมีแนวโน้มลดลงอย่างมาก ในฤดูกาลเพาะปลูก 2558 ผลผลิตต่อไร่การเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 666 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่ผลผลิตต่อไร่การเก็บเกี่ยวในฤดูกาลเพาะปลูก 2560 อยู่ที่ 616 กิโลกรัมต่อไร่ การลดลงของผลผลิตต่อไร่การเก็บเกี่ยวเกิดขึ้นท่ามกลางการขยายตัวของเขตเมือง    ดังนั้นการขยายตัวของเมืองโดยเฉพาะการขยายตัวของที่อยู่อาศัยและพื้นที่อุตสาหกรรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อชาวนาเป็นอย่างมากโดยเฉพาะการเพาะปลูก

 

ราคาที่ดิน การผูกขาดของทุนและ   การลดลงของพื้นที่นา

ผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์ชาวนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นข้าว หนองจอก เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร[3]เกี่ยวกับผลกระทบของ  การขยายตัวของเมืองต่อชาวนาและการปรับตัวของชาวนา ในพื้นที่เขตหนองจอก กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยชาวนาในพื้นที่ หนองจอกและใกล้เคียง ในขณะที่บางส่วนเป็นผู้ประกอบการรายย่อย   ที่นำข้าวจากพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ มาขายในเขตพื้นที่รอบนอก กรุงเทพมหานคร จากการสอบถามสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้เขียนพบว่า การขยายตัวของเขตเมืองทำให้ราคาที่ดินในหนองจอกสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง ราคาที่ดินที่สูงขึ้นส่งผลต่อชาวนาโดยเฉพาะชาวนา ที่เช่าที่ดินปลูกข้าวเนื่องจากเจ้าของที่ดินขายที่นาให้กับผู้ประกอบการ   ที่เข้ามาซื้อที่ดินเพื่อทำบ้านจัดสรรในพื้นที่ ชาวนาที่เช่าที่ดินจึงไม่ สามารถปลูกข้าวในพื้นที่เขตหนองจอกและจำเป็นต้องหาที่นาใหม่  ซึ่งอาจจะไกลออกไปจากหนองจอก เช่น จ. ปทุมธานี หรือ จ.ฉะเชิงเทรา การขายที่ดินในพื้นที่ทำให้ชาวนามีค่าใช้จ่าย   ในการเพาะปลูกสูงขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง

แผนภาพที่ 1: เปรียบเทียบผลผลิตต่อไร่การเก็บเกี่ยว เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ที่มา: สศก. (2560)

             นอกจากนี้ ราคาที่ดินที่สูงขึ้นทำให้นักลงทุนขนาดใหญ่เข้ามา ซื้อที่ดินเป็นจำนวนมากเพื่อเก็งกำไรหรือเพื่อเตรียมรองรับการสร้างธุรกิจในพื้นที่หนองจอกในอนาคต ทำให้ที่ดินจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะ ถูกปรับเปลี่ยนไปเป็นนิคมอุตสาหกรรมหรือที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม   ในอนาคตโดยเฉพาะเมื่อโครงการของภาครัฐ เช่น โครงการขยาย สนามบินสุวรรณภูมิระยะที่ 2 หรือโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เนื่องจากพื้นที่เขตหนองจอกอยู่ใกล้กับ

โครงการขนาดใหญ่ซึ่งเหมาะกับการขนส่งสินค้าไปยังสนามบิน     สุวรรณภูมิและนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง กลุ่มตัวอย่างมองว่า สภาพแวดล้อมในพื้นที่จะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก    หากมีการกว้านซื้อที่ดินจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ คุณภาพน้ำซึ่งเขตอุตสาหกรรมและเขตที่อยู่อาศัยปล่อยน้ำเสียออกมาจนไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ ดังนั้นกลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่า อาจจะมีการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างเกษตรกรกับอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยในอนาคต

สมาชิกวิสาหกิจชุมชนระบุถึงปัญหาหมอกควันในช่วงฤดูกาล เพาะปลูกข้าวซึ่งมาจากการเผาหญ้าของชาวนาในพื้นที่ ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตหนองจอกและใกล้เคียงประสบปัญหาหมอกควันและ ขี้เถ้าจากการเผาของชาวนา ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการเผาหญ้าสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชาวนากับผู้ที่อยู่อาศัยในหมู่บ้าน จัดสรรซึ่งขยายตัวมากขึ้น ในขณะที่ ชาวนามองว่าการเผาหญ้า  เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเพาะปลูกซึ่งทำมานานแล้ว    ส่วนประชาชนในหมู่บ้านจัดสรรมองว่าการเผาหญ้าส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมในพื้นที่และนำไปสู่โรคทางเดินหายใจได้

 

รูปภาพที่ 1: พื้นที่เพาะปลูกข้าวซึ่งติดกับชุมชน หมู่บ้านจัดสรรและเขตอุตสาหกรรม ที่มา: รัชมงคล มงคลดาว (2560)

การปรับตัว

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นข้าวหนองจอกที่ผู้เขียนได้สัมภาษณ์พูดคุยมีจุดเริ่มต้นของกลุ่มว่าจากเหตุการณ์ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ    เมื่อปลายปี 2559 โดยเริ่มจากการรวบรวมข้าวในพื้นที่และข้าวจากชาวนาในจังหวัดบุรีรัมย์มาใส่ถุงพลาสติกแล้วขายริมถนนหน้าที่ตั้งสำนักงานวิสาหกิจชุมชน จากการพูดคุยกับสมาชิกกลุ่ม ผู้เขียนพบว่า กลุ่มมีการปรับตัวเพื่อวัตถุประสงค์ความอยู่รอดของกลุ่มและ   การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนใกล้เคียง

ประการที่ 1 กลุ่มเริ่มปรับตัวโดยการเข้าร่วมกับการออกร้านซึ่งจัดโดยหน่วยงานราชการและได้พบปะกับวิสาหกิจชุมชน  ในพื้นที่ใกล้เคียงและในภูมิภาคอื่น ๆ และได้ติดต่อขอซื้อข้าวจากกลุ่ม-วิสาหกิจชุมชนพันธมิตร เช่น วิสาหกิจชุมชน   จ. ปทุมธานี และบุรีรัมย์ บรรจุห่อและจัดจำหน่ายในเขตหนองจอกและพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ กลุ่มนำผักและผลไม้ที่สมาชิกกลุ่มและเครือข่ายปลูกมาขาย   เป็นการปรับตัวจากการเป็นวิสาหกิจชุมชนด้านการเพาะปลูก     เป็นวิสาหกิจชุมชนด้านการขายเพราะผลผลิตของตนเองลดลง

ผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม
ผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

ประการที่ 2  กลุ่มมีรถสามล้อพ่วงประชาสัมพันธ์สินค้าของกลุ่มโดยให้สมาชิกอาวุโสของกลุ่มเป็นผู้ขับรถไปขายสินค้าในชุมชน นอกจากขายสินค้าในพื้นที่ชุมชนแล้ว กลุ่มยังประชาสัมพันธ์กิจกรรมสวัสดิการชุมชน ได้แก่ ฌาปนกิจสงเคราะห์สำหรับผู้สูงอายุและชาวนาชาวไร่ และโครงการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ผู้เขียนวิเคราะห์ว่าเป็นความพยายามของกลุ่มที่จะสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่

ประการที่ 3 กลุ่มนำข้าวและผลผลิตอื่น ๆ เข้าไปขายในนิคมอุตสาหกรรม สมาชิกของกลุ่มเล่าให้ฟังว่ากลุ่มได้ติดต่อกับสหกรณ์พนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมและสามารถนำเอาข้าวบรรจุถุงเข้าไปวางขายในร้านค้าของบริษัทดังกล่าว การได้นำเอาข้าวเข้าไปขายในร้านค้าทำให้กลุ่มสามารถนำเอาผลไม้และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ขายให้กับพนักงานในบริษัทได้อีกต่อหนึ่ง

 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

จากการพูดคุยกับสมาชิกของกลุ่ม ผู้เขียนพบว่ากลุ่มต้องการการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนใน 3 ประการ

ประการที่ 1 การช่วยเหลือทางการเงินในการซื้อขาย   จากวิสาหกิจชุมชนพันธมิตรและการพัฒนากำลังการบรรจุผลิตภัณฑ์ การช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐในด้านเงินทุนดอกเบี้ยต่ำน่าจะช่วยให้กลุ่มสามารถขยายกำลังการผลิตและขยายเครือข่ายได้ ผู้เขียนมองว่าการส่งเสริมการขยายเครือข่ายของวิสาหกิจชุมชนที่ทำหน้าที่ด้านการขายสินค้า  จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ชาวนาในพื้นที่ชนบทที่ไม่มีกำลัง    ในการขายสินค้าของตนสามารถเข้าถึงตลาดได้

ประการที่ 2 การพัฒนาความรู้ในการบรรจุผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าสนใจมากขึ้นและสามารถดึงดูดให้ผู้บริโภคในเขตเมืองซึ่งสนใจการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มาจากชาวนาโดยตรงและมีเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ ผู้เขียนมองว่าการบรรจุผลิตภัณฑ์ของกลุ่มยังขาดรายละเอียด     การเล่าเรื่องราวที่มาของผลิตภัณฑ์ เช่น ข้าวหอมมะลิ และยังขาดการออกแบบที่ดึงดูดความน่าสนใจของผู้บริโภค     หากมีการสนับสนุนด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ จะทำให้การขายข้าวของกลุ่มขยายตัวออกไปได้

ประการที่ 3 การประสานงานให้สินค้าของกลุ่มสามารถเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และซุปเปอร์มาร์เก็ต    จะทำให้กลุ่มวิสาหกิจเป็นที่รู้จักของคนภายนอกและสามารถขายสินค้าได้มากขึ้นซึ่งเป็นการสนับสนุนการปรับตัวของชาวนาในด้านการตลาด

 

บรรณานุกรม

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.). (2560). ข้าวนาปี : เนื้อที่เพาะปลูก  เนื้อที่เก็บเกี่ยว  ผลผลิต  และผลผลิตต่อไร่. http://www.oae.go.th/download/prcai/DryCrop/majorrice/2-60.pdf, สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2561


[1] งานวิจัยชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการวิจัยชื่อ “ผลกระทบของเมืองต่อชาวนาและการปรับตัวของเกษตรกรเพื่อชุมชนอัจฉริยะที่น่าอยู่อาศัย” ภายใต้โครงการ   เมืองอาเซียนในช่วงเปลี่ยนผ่าน: สู่ชุมชนอัจฉริยะที่น่าอยู่อาศัย ได้รับการสนับสนุนโดย กองทุนรัชดาภิเษกสมโภช คลัสเตอร์อาเซียนศึกษา ความคิดเห็นในบทความนี้    ไม่ได้สะท้อนความคิดเห็นของหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัยและวิสาหกิจชุมชนที่ให้ข้อมูล

[2] อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัยชาวนาร่วมสมัย

[3] สัมภาษณ์กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นข้าวหนองจอก เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร วันที่ 23 มีนาคม 2560

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *