ความสุดโต่งทางเชื้อชาติในชุมชนมาเลเซีย

โดย  ปรางทิพย์ ดาวเรือง

 

ในสายตาของผู้มาเยือน เมืองกัวลาลัมเปอร์นี้อาจดูเหมือนจะเป็นชุมชนที่มีความผสมผสานจากหลากหลายเชื้อชาติ วัฒนธรรม และภาษา ที่ซึ่งชาวอินเดียและจีนในมาเลซียสามารถกลมกลืนและปรับตัวเข้ากับชาวมลายูส่วนใหญ่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 1969 ประเด็นด้านเชื้อชาติได้นำมาซึ่งเหตุจลาจลขึ้นในเมืองกัวลาลัมเปอร์จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน โดยในจำนวนนี้ไม่มีเหยื่อที่เป็นชนกลุ่มน้อยในมาเลเซีย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน กิจประชาธิปไตย (Democratic Action Party: DAP) ซึ่งครอบงำโดยคนจีนได้เดินขบวนเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะจากการเลือกตั้ง จนทำให้กลุ่มยุวชนซึ่งสนับสนุนพรรคองค์กรมลายูสามัคคีแห่งชาติ (United Malays National Organization) หรือพรรคอัมโนซึ่งเป็นพรรคมลายูที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซียออกมาตอบโต้ จนทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น

เหตุการณ์จลาจลส่งผลให้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกเป็นเวลา 2 ปี รวมถึงการประกาศนโยบายเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Policy: NEP) เพื่อให้สิทธิพิเศษทางสังคมและเศรษฐกิจแก่ชาวมลายูซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน หรือเป็นที่รู้จักกันในนามนโยบาย “ภูมิบุตรา (Bumiputera)” (บุตรของดิน) เพื่อลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การนองเลือดในเดือนพฤษภาคมยังคงสร้างความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจระหว่างเชื้อชาติต่างๆ และนโยบายภูมิบุตราเองนั้นยังกระตุ้นให้เกิดความคับข้องใจในหมู่ประชาชนที่ไม่ใช่ชาวมลายู เนื่องจากถูกพรากโอกาสในการขยับฐานะทางเศรษฐกิจไป ในขณะที่ชาวมลายูที่ได้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษดังกล่าวกลับร่ำรวยขึ้นและยังคงได้รับสิทธิพิเศษอยู่ ซึ่งวาทกรรมทางเชื้อชาติและการมีพรรคการเมืองที่ตั้งอยู่บนฐานของเชื้อชาติยังเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอยู่ในการเมืองของมาเลเซียในปัจจุบัน

แคมเปญรณรงค์ของรัฐบาลเพื่อที่จะสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นในชาตินั้นมักขัดแย้งกับการกระทำ และกลุ่มผู้สนับสนุนเองก็มักใช้ประเด็นเชื้อชาติมาปั่นกระแสให้เกิดความตึงเครียด เมื่อรัฐบาลประสบปัญหา อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่อาศัยอยู่แถบชนบทยังคงให้การสนับสนุนพรรครัฐบาล ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากในเมืองกัวลาลัมเปอร์สนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน

ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2013 พรรคฝ่ายค้านได้ที่นั่งไปถึง 9 จาก 11 ที่นั่ง และโดยเฉพาะที่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2018 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จึงเป็นที่น่าสนใจว่าชาวมลายูส่วนใหญ่ในกัวลาลัมเปอร์จะตัดสินใจลงคะแนนให้แก่พรรคฝ่ายค้านที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติและไม่ให้ประเด็นด้านเชื้อชาติมีอิทธิในการเมืองอีกต่อไปหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไป

 

Masjid Negara (มัสยิดประจำชาติ) ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกัวลาลัมเปอร์นั้นถือได้ว่าสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลามในมาเลเซีย ซึ่งที่แห่งนี้เองยังถูกใช้เป็นสถานที่รวมพลที่สำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศในปี 1998

 

ผู้ชายคนหนึ่งกำลังจัดสัมภาระของตนอยู่ด้านหน้าของมัสยิดแห่งชาติ ซึ่งประชาชนทั่วไปใช้เป็นที่สักการะ

 

ส่วนใหญ่แล้วชาวมลายูพื้นเมืองในกัวลาลัมเปอร์เป็นผู้มีรายได้ปานกลางที่มีความเป็นสมัยใหม่ โดยมักจะประกอบอาชีพเป็นข้าราชการและพนักงานบริษัทเอกชนและเดินทางไปทำงานโดยใช้บริการขนส่งสาธารณะ

 

ความหลากหลายทางชาติพันธุ์เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดในเมืองหลวง โดยจะเห็นได้จากสถานีศูนย์กลางของการขนส่งสาธารณะ Sentral Station นั้นปะปนไปด้วยผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์

 

พนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างสรรพสินค้ากำลังตรวจตรารถเข็นสินค้าของลูกค้า

 

ฝูงชนจากหลากหลายชาติพันธุ์กำลังเดินข้ามถนนด้านหน้าของชุมชนชาวจีนซึ่งเป็นสถานที่แรกที่ชาวจีนกวางตุ้งและชาวจีนแคะได้อพยพมาตั้งรกรานกันตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันของวัฒนธรรมจีนและมลายูในกัวลาลัมเปอร์

 

ลูกค้าที่มาจับจ่ายสินค้าล่วงหน้าสำหรับตรุษจีนบริเวณถนนเปตาลิง (Petaling Street)

 

แรงงานชาวจีนและการพักผ่อนยามบ่ายในชุมชนชาวจีน

 

รูปแบบร้านค้าของคนจีนในชุมชนชาวจีน

 

สำเนาหนังสือพิมพ์ the Straits Times ของปี 1969 ที่รายงานกี่ยวกับเหตุการณ์จราจลวันที่ 13 พฤษภาคม 1969 ที่มีสาเหตุมาจากประเด็นด้านเชื้อชาติจนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน รวมถึงนำไปสู่ความหวาดระแวงระหว่างคนต่างเชื้อชาติและการประกาศนโยบายที่ยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้นไปอีก

 

เหตุการณ์วันที่ 13 พฤษภาคม 1969 นั้นได้สร้างบาดแผลในจิตใจของคนที่อยู่ในสมัยนั้นและยังส่งผ่านมายังรุ่นลูกหลาน ดังเจ้าของเว็บไซต์นี้

 

ผู้หญิงชาวจีนและชาวอินเดียกำลังรอรถไฟอยู่ที่สถานีรถไฟกัวลาลัมเปอร์เก่า ทั้ง 2 คนนั้นต่างไม่ได้เป็นพลเมืองภูมิบุตรที่จะได้รับสิทธิพิเศษตามนโยบายเศรษฐกิจใหม่ที่ถูกประกาศใช้หลังเหตุการณ์นองเลือดในเดือนพฤษภาคม

 

การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2013 กลุ่มผู้สนับสุนพรรคฝ่ายค้านมีความหวังอย่างมากว่าจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนั้นเอง พรรคฝ่ายค้านได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งโดยได้ที่นั่งสส.เขตกัวลาลัมเปอร์ไปถึง 9 จาก 11 ที่นั่ง อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมมหาศาลในหมู่ชาวมลายูในกัวลาลัมเปอร์

 

หญิงชราคนนี้กำลังแสดงความสนับสนุนผู้สมัครรับลงเลือกตั้งขากพรรคฝ่ายค้านในช่วงการรณรงค์หาเสียงของปี 2013

 

ชาวมลายูผู้สนับสนุนพรรครัฐบาลออกมาชุมนุมกันช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในปี 2013

 

การเผชิญหน้ากันของผู้หาเสียงจากพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน

 

การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2013 ทำให้ฐานทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านแข็งแกร่งขึ้นทั้งในรัฐบาลกลางและมลรัฐ ตั้งแต่นั้นมากลุ่มหัวรุนแรงชาวมลายูก็ได้เริ่มก่อความไม่สงบโดยมุ่งต่อต้านพรรคฝ่าย กลุ่มประชาสังคมและชาวจีน ซึ่งเหตุการณ์ที่เป็นที่ถกเถียงกันเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นเมื่อเมื่อกลุ่มหัวรุนแรงชาวมลายูจำนวน 800 สวมเสื้อสีแดงได้เข้ามาขัดขวางทางเข้าชุมชนชาวจีนและมีการข่มขู่ เพื่อที่จะ”เรียกคืนสิทธิของชาวมลายู” ตามรายงานของหนังสือพิมพ์มลายู (Malay Mail) ในปี 2015

 

ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจนในการแก้ไขความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติในประเทศมาเลเซีย ดังจะเห็นได้จากการที่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2018 เริ่มใกล้เข้ามาแล้ว นักการเมือง รวมทั้งนายกรัฐมนตรี Najib Razak ได้เริ่มรณรงค์หาเสียงและปรากฏตัวในสื่อบ่อยขึ้น และจะเป็นอย่างไร หากว่าชาวมลายูส่วนใหญ่ในกัวลาลัมเปอร์จะลงคะแนนเสียงให้พรรคฝ่ายค้านที่มีตัวแทนจากหลากหลายเชื้อชาติและหันหลังให้กับการเมืองที่เกี่ยวพันกับประเด็นด้านเชื้อชาติ

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *