‘Tolerance’ ส่วนผสมที่ถูกมองข้ามในกระบวนการสร้าง “เมืองสร้างสรรค์”

โดย ดร กฤษณะ พันธุ์เพ็ง และ โรบิน โชรเตอร์

 

เป็นระยะเวลากว่าสิบปีแล้วที่ในประเทศไทยมีการสนับสนุนและผลักดันให้เกิด “เมืองสร้างสรรค์” หรือ Creative Cities ตามแนวทางของ UNESCO ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากแนวคิดเกี่ยวกับ creative economy และ creative city ของนักวิชาการในออสเตรเลีย อเมริกา และยุโรป เช่น David Yencken, John Howkins, Richard Florida และ Charles Landry แต่คำว่า “สร้างสรรค์” กลับถูกตีความอย่างผิวเผิน และการผลักดันให้เกิดเมืองสร้างสรรค์หมายรวมเพียงแค่กิจกรรมที่นำเสนอความคิดสร้างสรรค์หรือนวัตกรรม “ที่ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจ การพัฒนาทางด้านสังคม อันนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นให้น่าสนใจยิ่งขึ้น”[1]เท่านั้น

หากเรามองย้อนกลับไปยังแนวความคิดของ Richard Florida เขาเชื่อว่าเมืองสร้างสรรค์จำเป็นจะต้องมีส่วนประกอบสามอย่างคือ talent, technology และ tolerance (Florida, 2005) โดยตัว T สองตัวแรกเป็นสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้ในแง่ของผลผลิต จึงมักจะถูกให้ความสำคัญมากกว่า T ตัวสุดท้าย แต่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของเมืองนั้นจำเป็นจะต้องมี “ความเปิดกว้าง ความครอบคลุม และความหลากหลายทางด้านสัญชาติ เชื้อชาติ และวิถีชีวิต” (Florida, 2005, p. 37) หนึ่งในวิธีการวัดความ tolerance ของ Richard Florida คือการใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า Composite Diversity Index (CDI) ซึ่งประกอบด้วย Bohemian Index (จำนวนบุคคลในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสื่อสร้างสรรค์ต่างๆในเมืองนั้นเมื่อเทียบกับจำนวนเฉลี่ยของทั้งประเทศ) Gay Index (จำนวนของเกย์ในเมืองนั้นเมื่อเทียบกับจำนวนเฉลี่ยของทั้งประเทศ) และสัดส่วนของผู้ที่มีภูมิลำเนาในต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้นๆ โดยเขาเชื่อว่า tolerance มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการพัฒนาทางด้าน technology เพราะคนที่มีความคิดสร้างสรรค์นั้นมักจะมุ่งหาสถานที่ทำงานที่มีความเปิดกว้างและสามารถมอบคุณภาพชีวิตที่พวกเขาต้องการได้ ยิ่งสถานที่นั้นมีความหลากหลายและเข้มข้นทางวัฒนธรรมมาก ยิ่งทำให้เป็นสถานที่ที่น่าดึงดูดสำหรับพวกเขา และในขณะเดียวกันพื้นที่ที่เต็มไปด้วยกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นสถานที่ที่น่าดึงดูดสำหรับองค์กรและบริษัทต่างๆ ซึ่งก็นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้ (Florida, 2005, p. 137-138)

แม้ว่าตัวชี้วัดของ Richard Florida จะมีความเฉพาะเจาะจงกับลักษณะของสังคมในสหรัฐอเมริกา และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ตัวชี้วัดที่ยึดติดกับบทบาททางเพศ แต่หากเรามองไปที่สิงคโปร์ในฐานะแบบอย่างของเมืองสร้างสรรค์ในอาเซียน จะเห็นว่ากฏหมายที่เกี่ยวข้องกลุ่มคนรักร่วมเพศมีความเปิดกว้างมากขึ้นหลังจากการดำเนินการตามนโยบาย Creative Cities เช่นความยืดหยุ่นในการเซ็นเซอร์เนื้อหาในภาพยนตร์หรือละครเวทีและการเปิดธุรกิจสถานบันเทิงสำหรับเกย์ แม้ว่าในทางกฏหมายความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างผู้ชายยังถือว่าเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษจำคุกไม่เกินสองปีอยู่ก็ตาม (Oswin, 2012, p. 1630)

สำหรับประเทศไทยแล้ว หากเรายอมรับถึงความสำคัญของ tolerance ในฐานะส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของเมืองสร้างสรรค์ เราควรร่วมกันทำความเข้าใจความหมายของมันในบริบทของเราเอง พร้อมทั้งกำหนดตัวชี้วัดโดยคำนึงถึงลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมและสังคมไทย แทนที่จะเป็นการเพิกเฉยและเหมารวมว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วหรือไม่จำเป็นต้องใส่ใจ

 

 

รายการอ้างอิง:

Florida, R.L. (2005). Cities and the Creative Class. New York, NY: Routledge.

Oswin, N. (2012). The Queer Time of Creative Urbanism: Family, Futurity, and Global City Singapore. Environment and Planning A, 44(7), pp.1624-1640.

[1] www.creativechiangmai.com

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *