กรุงเทพฯ: มหานครแห่งอาหารข้างทาง

โดย  ดร.นันทกา สุธรรมประเสริฐ

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 เป็นต้นมา สื่อมวลชนต่างประเทศหลายองค์กรได้จัดอันดับให้กรุงเทพมหานครเป็นที่หนึ่งเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในหลายสาขาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร Travel and Leisure ที่มอบรางวัล “เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก” ประจำปี 2012 ด้วยเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง คือ กรุงเทพมหานครมีร้านอาหารข้างทางเป็นจำนวนมากทำให้นักท่องเที่ยวซื้อหาได้สะดวกและราคาไม่แพง นอกจากนี้ยังได้รับเลือกจาก CNN ให้เป็น “เมืองที่มีอาหารริมทาง (street food) ที่ดีที่สุดในโลก” สองปีซ้อนคือ 2016 และ 2017 (พ.ศ.2559-2560) ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับนโยบายการควบคุมและจัดระเบียบอาหารข้างทางที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องระหว่างกรุงเทพมหานคร ผู้ค้า ผู้ซื้อ และผู้ใช้ทาง

กรุงเทพมหานครมีนโยบายควบคุมจำนวนร้านอาหารข้างทางและจัดระเบียบทางเท้ามาตั้งแต่ พ.ศ.2514 เป็นต้นมา เนื่องจากมองว่าอาหารข้างทางและหาบเร่แผงลอยเป็น “ปัญหา” ต่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง แต่ต่อมาอาหารข้างทางได้กลายเป็น “ทางออก” ให้กับปัญหาค่าครองชีพของประชาชน เนื่องจากใน พ.ศ.2516 ประเทศไทยประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ กรุงเทพมหานครได้จึงออกนโยบายผ่อนผันและสนับสนุนการขายอาหารข้างทาง สะท้อนให้เห็นว่า การให้ความหมาย “อาหารข้างทาง” มีผลต่อการบริหารจัดการของภาครัฐ

ผู้ค้าและผู้ซื้อได้รับผลกระทบจากนโยบายการจัดระเบียบดังกล่าว โดยสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังจะเห็นได้จากคำสัมภาษณ์จากข่าวในสื่อมวลชน และสื่อออนไลน์ เช่น ผู้ค้าถูกเจ้าหน้าที่รัฐรังแกทั้งที่ประกอบอาชีพสุจริต ขาดรายได้และบางรายไม่มีพื้นที่ขายของต่อ ส่วนผู้ซื้อหาซื้ออาหารได้ยากในราคาที่แพงขึ้น ขณะที่ผู้ใช้ทางต่างออกมาสนับสนุนนโยบายดังกล่าว โดยผู้ใช้ทางบางกลุ่มจัดทำเพจเพื่อรณรงค์ทวงคืนทางเท้าในสื่อออนไลน์ อีกทั้งยังใส่ #ทวงคืนทางเท้า ในข้อความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดระเบียบอาหารข้างทางและทางเท้าอีกด้วย

อย่างไรก็ดีการค้าอาหารข้างทางเป็นวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับคนกรุงมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นการสร้างงานให้แก่ผู้ประกอบอาชีพ ช่วยพยุงค่าครองชีพของประชาชน และยังเป็นจุดขายของการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ ในขณะเดียวกันก็เป็นปัญหาความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง เนื่องจากกีดขวางทางสัญจรของประชาชนและผู้ใช้ทาง รวมถึงปัญหาด้านสุขอนามัยทั้งในการผลิตและการบริโภค การจัดระเบียบอาหารข้างทางจึงเป็นประเด็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholder) หลายกลุ่ม

ดังนั้นในงานวิจัยเรื่อง “วาทกรรม และระบบการบริหารจัดการ “สตรีทฟู้ด” ในเมืองหลวง กรณีศึกษา: ประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศสิงคโปร์ ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาวาทกรรมของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่มที่ใช้ในการสื่อสาร บนพื้นฐานทางทฤษฎีที่ว่าการให้ความหมายจะนำไปสู่การจัดการ เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาในการบริหารจัดการอาหารข้างทางที่เป็นอยู่ ควบคู่ไปกับการศึกษาการบริหารจัดการของเมืองต่าง ๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อนำมาใช้เป็นต้นแบบในการบริหารจัดการอาหารข้างทาง อันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัยสำหรับคนทุกกลุ่ม

 

 

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *