ความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุดที่ คากายันเดอโอโร กรณีศึกษาโรงเรียนกลางคืนแห่งมหาวิทยาลัยซาเวียร์

ดลลดา ชื่นจันทร์

คากายันเดโอโร (Cagayan de Oro) เป็นเมืองที่มีความหนาแน่นสูง มีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ทางเหนือของเกาะมินดาเนา ในจังหวัดมิซามิสตะวันออก (Misamis Oriental) ประเทศฟิลิปปินส์ มีการปกครองตัวเองแยกออกจากจังหวัดและเป็นเมืองศูนย์กลางทั้งทางธุรกิจและพื้นที่ระดับภูมิภาค [1] ที่ซึ่งผู้คนอพยพเข้ามาด้วยหลายปัจจัย ทั้งเพื่อแสวงหาโอกาสและหนีภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเกาะมินนาเดา ส่งผลให้เมืองมีลักษณะใหญ่เกินตัวและตามมาด้วยปัญหาเมืองมากมายเช่นเดียวกับเมืองเศรษฐกิจอื่นๆ ในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจรติดขัด ความยากจน การขาดการบำรุงรักษาที่ดี  และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่รองรับ โดยถึงแม้เมืองนี้จะมีประวัติศาสตร์ของการเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญตั้งแต่สมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐอเมริกา[2] แต่เนื่องจากไม่ใช่เมืองที่ออกแบบมาเพื่อรองรับปริมาณประชากรมหาศาลเช่นในปัจจุบัน ทุกสิ่งทุกอย่างจึงอยู่ในสภาพที่ขาดการดูแล

อย่างไรก็ตามแม้จะมีปัญหาแต่ก็ใช่ว่าจะไร้หนทาง เพราะคากายันเดโอโรเป็นเมืองที่มีองค์ประกอบที่สามารถสร้าง “ความเป็นไปได้” ในการพัฒนาหรือฟื้นฟูเมืองในแง่มุมต่างๆ ได้หลากหลายกว่าที่เห็น ด้วยรูปแบบการปกครองและปัจจัยทางวัฒนธรรมบางประการนั้นเอื้อให้เกิดโครงการเพื่อสังคมและกลุ่มนักกิจกรรมผู้ขับเคลื่อนประเด็นวิกฤตในเมืองอย่างเป็นจริงเป็นจังได้ในจำนวนหนึ่ง

 โดยเฉพาะปัจจัยด้านการปกครองแบบกระจายอำนาจนั้นเอื้อให้เกิดโครงการที่อาจเรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมทางสังคมได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เพราะตัวโครงการได้สร้างโครงข่ายความร่วมมือระหว่าง ผู้สร้างสรรค์เมือง สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและได้รับทั้งความสนใจและความร่วมมือจากคนในสังคมได้อย่างเป็นรูปเป็นร่าง  รวมทั้งมีลักษณะการจัดการที่เฉพาะตัวแบบไม่เคยมีมาก่อนในฟิลิปปินส์ นั่นก็คือ โครงการ “โรงเรียนกลางคืนแห่งมหาวิทยาลัยซาเวียร์ (XU NIGHT SCHOOL PROGRAM)” โดยกระบวนการก่อร่างสร้างตัวของโครงการทำให้เราเห็นความเป็นไปได้หรือลู่ทาง ที่จะพัฒนาเมืองต่อไปได้อีกในประเด็นที่หลากหลายออกไป

Cagayan de oro (Photo Credit : amaialand.com)

แม่น้ำคากายันเดอโอโร สายน้ำที่เป็นที่มาของชื่อเมือง

บรรยากาศในเมือง Cagayan de oro

.

.

โรงเรียนกลางคืนแห่งมหาวิทยาลัยซาเวียร์ (XU NIGHT SCHOOL PROGRAM)

( Photo Credit : XU NIGHT SCHOOL PROGRAM Facebook )

โครงการเริ่มต้นจากคนกลุ่มเล็กๆ นำโดย เจท ตอร์เรส (Jett Torres)  เขาและพรรคพวกเคยเป็นอาสาสมัครสอนหนังสือให้เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาในเมือง ก่อนจะขอความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยซาเวียร์เพื่อยกระดับโครงการของตนให้กลายเป็นสถาบันการศึกษา โดยมหาวิทยาลัยได้อนุญาตให้พวกเขาใช้ทรัพยากรและสถานที่เพื่อทำการเรียนการสอนในตอนค่ำ โรงเรียนนี้ให้การศึกษาขั้นพื้นฐานและวัดผลการจบการศึกษาด้วยการสอบเทียบ  ปัจจุบันรับนักเรียนตั้งแต่ช่วงอายุ 13-35 ปี ซึ่งเป็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือต้องออกจากระบบการศึกษาภาคปกติมานานแล้ว และมีความตั้งใจจะศึกษาต่อ

“ถ้าผมให้การศึกษาเขา มันจะเปลี่ยนชีวิตเขาไปทั้งชีวิต หากเขาสอบผ่าน เรียนจบ มีงานทำ เราไม่ได้ช่วยแค่ตัวเขาเท่านั้นแต่เราช่วยทั้งครอบครัวของเขาด้วย” [3]

เจท ตอร์เรสกล่าวถึงเจตนาของเขา

Jett Torres ผู้ก่อตั้ง XU NIGHT SCHOOL PROGRAM

ความตั้งใจที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังและยั่งยืนของตอร์เรสกับทีมงาน ส่งผลต่อกระบวนการติดตามช่วยเหลือหรือให้การสนับสนุน โดยโครงการนี้จะแบ่งขั้นตอนทั้งหมดเป็น 3 ช่วง ขั้นต้น 10-12 เดือนจะเป็นการเรียนการสอนในวิชา หลังจากผู้เรียนสอบผ่านการวัดผลแล้วก็จะถือว่าเรียนจบในหลักสูตรของโรงเรียน  จากนั้นจะเข้าสู่ช่วงที่ 2 ซึ่งจะเป็นการให้ผู้เรียนไปเลือกเรียนต่อในระบบการศึกษาภาคปกติหากต้องการศึกษาต่อ โดยทางโครงการจะพยายามช่วยเหลือในการหาทุนการศึกษาหรือการปรับตัวอื่นๆ  และขั้นสุดท้ายคือการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยและการหางาน ทางโครงการก็จะให้ความช่วยเหลือจนกว่าจะได้งานทำจริง

โรงเรียนกลางคืนจึงเป็นมากกว่าโรงเรียนตามชื่อ โดยเป็นโครงการช่วยเหลือด้านการศึกษาที่มีกระบวนการสมบูรณ์ในตัวเอง และมีความยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของผู้เรียนแต่ละคน เนื่องจากมีผู้เรียนหลายช่วงวัยปัจจัยความจำเป็นหรือเป้าประสงค์ของแต่ละคนจึงต่างกันไป แต่ละช่วงของโครงการอาจต้องปรับตามกรณี เช่น บางคนที่เรียนจบเมื่อสอบวัดผลผ่านพวกเขาก็สามารถใช้วุฒิการศึกษาใหม่ไปสมัครงานที่ต้องการได้ทันทีโดยอาจไม่ประสงค์จะศึกษาต่อก็ได้

นอกจากนี้ความหลากหลายของผู้เรียนก็ส่งผลต่อหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนด้วย โดยถึงแม้จะยังยึดหลักวิชาสามัญตามกระทรวงศึกษา แต่การมุ่งหวังให้ผู้คนที่มีอายุและพื้นฐานชีวิตต่างกัน มีผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ (เรียนต่อหรือมีงานทำ)ให้ครบทุกคน หลักสูตรของโรงเรียนกลางคืนจึงต้องมุ่งเน้นทั้งด้านการศึกษาและสภาพจิตใจอย่างเท่าเทียมกัน

บรรยากาศในห้องเรียน ( Photo Credit : XU NIGHT SCHOOL PROGRAM Facebook )

                ผู้เรียนบางคนเป็นแม่บ้าน มอเตอร์ไซรับจ้าง ผู้ใช้แรงงานหรือเด็กข้างถนนที่ทำทุกอย่างเพื่อประทังชีวิต พวกเขาต้องใช้พลังงานอย่างมากในการหาเลี้ยงชีพตอนกลางวันและมาเรียนในตอนเย็น ซ้ำยังมีเวลาไม่มากในการเรียนแต่ละสัปดาห์เพราะวิชาเรียนจะมีถึง 5 วัน วันละ 2 วิชา วิชาละ 1 ชั่วโมง การศึกษาต่อจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกเขา นอกจากนี้ทัศนคติของผู้เรียนก็มีส่วนในการบั่นทอนพลังของตัวเอง ปัจจัยที่ดึงพวกเขาออกจากระบบการศึกษาไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อวิถีชีวิตแต่ยังส่งผลต่อจิตใจ การขาดความมั่นใจ ความสิ้นหวังหรือสับสนเป็นสิ่งที่พวกเขาพกติดตัวมาด้วย

 ในด้านการดูแลการศึกษา โครงการนี้มีหลักสูตรอบรมครูผู้สอนเพื่อรองรับผู้เรียนที่หลากหลาย ซึ่งมีความต่างทั้งพื้นเพและปัจจัยส่วนตัว โดยถึงแม้ครูอาสาสมัครจะเป็นผู้มีใบประกอบวิชาชีพครูอยู่แล้วแต่ในงานประจำของพวกเขาก็ไม่เคยต้องรับมือชั้นเรียนที่มีความหลากหลายขนาดนี้มาก่อน ต่อวิชาจึงต้องมีผู้สอนคอยดูแลอย่างน้อย 2 คน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนสามารถทำกิจกรรมในห้องเรียนและเข้าใจเนื้อหาการเรียนได้ และทุกสัปดาห์ต้องมีการประชุมครูเพื่อร่วมกันรายงานความก้าวหน้ารวมทั้งปรับปรุงวิธีการสอนและการจัดการผู้เรียนตามสถานการณ์ปัจจุบัน

บรรยากาศในห้องเรียน ( Photo Credit : XU NIGHT SCHOOL PROGRAM Facebook )

การประชุมครู ( Photo Credit : XU NIGHT SCHOOL PROGRAM Facebook )

ส่วนในด้านจิตใจ หลักสูตรของโรงเรียนก็ได้มีการเพิ่มวิชาเสริมหรือกิจกรรมเสริมเข้ามาด้วย

 “เราต้องเพิ่มความมั่นใจในตัวเองให้แก่ผู้เรียน โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ออกจากโรงเรียนเพราะพวกเขาค่อนข้างสิ้นหวัง มีปัญหา อยู่ในวัยเปราะบาง เราจึงมีวิชาสอนความเป็นผู้นำ เข้าไปในจิตใจตัวเอง สร้างความเข้าใจตนเอง ยอมรับตัวเองและกู้คืนความมั่นใจ” [4]

กิจกรรมที่ช่วยเรียกคืนความมั่นใจจึงถูกนำมาปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกสอนการแสดง การจัดละครเวทีและคอนเสิร์ต เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบความสามารถใหม่ๆ ช่วยพวกเขาให้เข้าใจตัวเองและมีความมั่นใจมากขึ้น หรือการสร้างภาวะผู้นำด้วยวิธี Character formation ซึ่งเป็นวิธีการเชิงจิตวิทยาในการค้นหาและสร้างตัวตน [5] โดยไม่ใช่แค่ให้ผู้เรียนมีแรงผลักดันในการเรียนต่อ แต่ยังเพื่อให้พวกเขามีความกล้าเมื่อต้องออกไปสู่โลกภายนอกหรือกลับเข้าสู่ระบบการเรียนภาคปกติอีกครั้ง วิธีการของโรงเรียนกลางคืนโดยรวมแล้วมีความต่างจากการศึกษานอกโรงเรียนทั่วไปเป็นอย่างมาก ที่มีการเรียนเพียงสัปดาห์ละครั้งและส่งข้อสอบให้ผู้เรียนเมื่อถึงเวลาวัดผล อาสาสมัครของโครงการนี้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนสูงและทำให้พวกเขารู้สึกได้ว่าไม่ถูกทอดทิ้ง 

ใบปิดงานคอนเสิร์ตที่นำแสดงโดยนักเรียน ( Photo Credit : XU NIGHT SCHOOL PROGRAM Facebook )

คอนเสิร์ตที่นำแสดงโดยนักเรียน ( Photo Credit : XU NIGHT SCHOOL PROGRAM Facebook )

วิชาเสริมด้านการเต้นและการแสดง ( Photo Credit : XU NIGHT SCHOOL PROGRAM Facebook )

ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนว่าจะสามารถผลักดันตัวเองไปได้มากขนาดไหน แต่ในส่วนของทางโครงการก็มีระบบคัดกรองผู้เรียนผ่านหน่วยงานสวัสดิการสังคมเพื่อให้แน่ใจว่าคนที่เข้าร่วมโครงการจะเป็นผู้ที่ตั้งใจจริง สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเพื่อนที่มีความมุ่งมั่นเดียวกันจึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเขามีพัฒนาการที่ดีไปด้วย

ในปัจจุบันมีผู้จบการศึกษาจากโครงการไปแล้ว 3 รุ่น และมีนักเรียน 4 คนที่ตัดสินใจสอบเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งหากพวกเขาประสบความสำเร็จทั้งในการสอบเข้าและเรียนจนจบ จะถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญสำหรับทุกคน เพราะความสำเร็จของนักเรียนถือเป็นการสะท้อนคุณภาพของการศึกษาและศักยภาพของโครงการได้เป็นอย่างดี  โดยรวมแล้วที่ผ่านมาผู้จบการศึกษาหลายรายมีงานที่ดีขึ้นและมั่นคงมากขึ้น ตัวเลขของผู้สมัครเรียนก็เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นที่ประจักษ์แก่คนในเมืองว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นได้ผล

.

.

โครงข่ายความร่วมมือ

                ที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้ใช้แค่พลังใจ แต่ต้องใช้เงินและความร่วมมือมหาศาล แม้โรงเรียนกลางคืนจะเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้ระบบของมหาวิทยาลัยซาเวียร์ แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ให้การสนับสนุนเพียงทรัพยากรพื้นฐานบางส่วนเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงเงินทุน ดังนั้นทางโครงการจึงจำเป็นต้องหางบจัดสรรจากทั้งภาครัฐและเอกชน

“ผมต้องเข้าไปคุยกับหน่วยงานการศึกษา ทุกหน่วยงาน ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องและช่วยเราได้ ไม่ว่าจะระดับไหน ผมเข้าไปนำเสนองานกับเขาทีละคน หลังจากนั้นเมื่อมีการประชุมเทศบาล คนเหล่านี้ก็จะเอาเรื่องของเราเข้าที่ประชุม” [6]

                วิธีการของตอร์เรสนั้นชื่อตรงมาก เขาต้องรู้กระบวนการทำงานของหน่วยงานรัฐทุกอย่าง ว่างบประมาณจะมาช่วงไหน ต้องยื่นเรื่องเมื่อไร หน่วยงานท้องถิ่นจะประชุมเพื่ออนุมัติงบบริหารในท้องที่เมื่อไร แล้วเขาจึงส่ง concept paper ก่อนการพิจารณางบประมาณเพื่อให้โครงการของเขาถูกรวมเข้าไปอยู่ในข้อพิจารณา รวมทั้งทางโครงการยังมี sponsor night ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโครงการต่อหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชน โดยจะมีทั้งการนำเสนอโครงการและจัดการแสดงคอนเสิร์ตที่นำแสดงโดยนักเรียนเพื่อให้ผู้สนับสนุนได้เห็นถึงผลผลิตจากความทุ่มเทของทั้งผู้เรียนและอาสาสมัครทุกคน ก่อนที่หน่วยงานต่างๆ จะตัดสินใจอีกครั้งว่าจะสนับสนุนพวกเขาหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ เช่น หน่วยงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ DICT (Department of Information and Communications Technology) สำหรับสนันสนุนทรัพยากรคอมพิวเตอร์ เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยไม่ได้อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์เหล่านี้ และ มีความร่วมมือกับสวัสดิการสังคมและการพัฒนาเมือง  หรือ CSWD (CITY SOCIAL WELFARE AND DEVELOPMENT) ในการคัดกรองผู้สมัคร โดยทางผู้สนใจต้องยื่นเรื่องเข้าไปที่ CSWD เพื่อรับการสัมภาษณ์เมื่อผ่านแล้วถึงจะนำใบรับรองมาลงทะเบียนเรียนกับทางมหาวิทยาลัยได้ และแน่นอนระบบการจัดการขึ้นตรงกับมหาวิทยาลัยซาเวียร์ เงินบริจาคจากผู้สนับสนุนจะต้องผ่านระบบบัญชีของทางมหาวิทยาลัยและมีใบเสร็จออกให้เรียบร้อย

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจาก DICT ( Photo Credit : XU NIGHT SCHOOL PROGRAM Facebook )

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่ทางโครงการไม่จำเป็นต้องติดต่อกับหน่วยงานรัฐบาลจากส่วนกลางเลย ทุกความร่วมมือสามารถประสานและดำเนินการได้ภายใต้การตัดสินใจของหน่วยงานรัฐในท้องถิ่นเท่านั้น ถึงแม้โครงการนี้จะริเริ่มและดำเนินการโดยภาคประชาชนที่เหมือนเป็นองค์กรจิตอาสาทั่วไป แต่ลักษณะสำคัญที่แตกต่างคือโครงการนี้สามารถสอดประสานและทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ จนเสมือนว่าเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองจริงเหมือนสถาบันการศึกษาภาคปกติอื่นๆ ผู้เรียนสามารถเรียน ทำการสอบวัดผล และได้รับใบประกาศการจบการศึกษาได้จากโครงการนี้

ในอนาคตอาจมีความเป็นไปได้ที่โครงการนี้จะขยายไปสู่พื้นที่อื่นในฟิลิปปินส์ ซึ่งตอร์เรสก็เชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นนวัตกรรมที่สามารถส่งต่อ แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้นตัวโครงการเองต้องมีวิธีวัดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนและจับต้องได้กว่านี้ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาเพื่อให้โครงการมีความสมบูรณ์และเป็นหลักสูตรหรือเป็นต้นแบบของนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้หากได้ขยายไปสู่พื้นที่อื่นจริง ความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับตัวแปรและบริบทของแต่ละพื้นที่

.

.

ความเป็นไปได้ที่เกิดจากโอกาส

มหาวิทยาลัยซาเวียร์ ( Photo Credit : http://aboutcagayandeoro.com )

ประการสำคัญอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างโดดเด่นของคากายานเดโอโรคือมหาวิทยาลัยซาเวียร์ ที่มีอุดมการณ์ด้านการช่วยเหลือสังคมและเป็นแหล่งผลิตนักกิจกรรมทางสังคมมากมาย ทำให้คากายานเดโอโร รวมทั้งเมืองในพื้นที่ข้างเคียงบนเกาะมินดาเนามีโครงการเพื่อสังคมผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมากและให้ความสนใจในหลากหลายประเด็น เช่น โครงการPeace Crops เป็นโครงการที่สร้างงานให้แก่ประชาชนในพื้นที่เปราะบางเสี่ยงต่อการเข้าร่วมกลุ่มหัวรุนแรงในมินดาเนาโดยโครงการนี้ชักชวนให้คนในพื้นที่หันมาปลูกผักเพื่อส่งขายในเมืองเพื่อให้พวกเขามีรายได้และไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมกับกลุ่มที่มีความขัดแย้ง

โครงการ I Am Mindanao เป็นสื่อในพื้นที่ที่พยายามนำเสนอเรื่องราวความรุนแรงในมินดาเนาเพื่อให้ผู้คนได้เข้าใจและรับข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อลดความเข้าใจผิดและการสร้างความเป็นอื่นที่เกลียดชังกัน ในปัจจุบันโครงการได้ขยายการนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับความรุนแรงที่กว้างออกไป เช่น ความรุนแรงในสังคม  

หรือโครงการ  Social Media Literacy ที่เน้นเรื่องการเท่าทันสื่อ การรับมือกับข่าวปลอม (Fake news) รณรงค์และสร้างความเข้าใจมารยาทในสังคมอินเตอร์เน็ต การเคารพซึ่งกันและกัน โดยทางโครงการเชื่อว่าวิธีการปฏิบัติตัวในโลกออนไลน์สะท้อนความคิดและตัวตนในชีวิตจริง การสร้างพลเมืองออนไลน์ที่ดีจึงเป็นการช่วยส่งเสริมพลเมืองที่ดีในชีวิตจริงด้วย เป็นต้น โดยผู้ร่วมขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ล้วนแต่เป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยซาเวียร์ทั้งสิ้น

กล่าวได้ว่ามหาวิทยาลัยซาเวียร์มีส่วนสำคัญสำหรับการพัฒนาเมือง ในแง่ของการผลิตบุคลากรคุณภาพที่ทำให้เมืองนี้ดูมีความหวัง และ สำหรับโครงการโรงเรียนกลางคืนมหาวิทยาลัยก็ให้การสนับสนุนและโอบรับโครงการไว้อย่างดี

แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการคงอยู่อย่างเป็นรูปเป็นร่าง  ไม่ใช่เพราะคากายานเดโอโร มี “คนดี” หรือ “คนคุณภาพ” อยู่มาก โครงการไม่ได้ตั้งตัวขึ้นมาได้จากความมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของเจ้าของทุนที่ทุ่มเงินให้มาอย่างง่ายดาย ตอร์เรสกล่าวว่าเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการขอทุน ถึงแม้มันเป็นโครงการที่ดีและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ตัวองค์กรที่เข้าร่วม แต่ก็เป็นความลำบากในหลายกรณีและอาจถึงขั้นเสียน้ำตาเพื่อร้องขอความอนุเคราะห์  แน่นอนว่าเขาขอบคุณผู้สนับสนุนทุกฝ่ายโดยเฉพาะความใจกว้างของหน่วยงานรัฐและมหาวิทยาลัย แต่ในอีกเหตุผลหนึ่งเขาก็คิดว่าเพราะโครงการสามารถเป็นผลงานหรือสร้างภาพที่ดูดีแก่หน่วยงานเหล่านี้ได้ หลายอย่างจึงเป็นไปได้อย่างที่มันเป็น

ดังนั้นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งคือระบบการกระจายอำนาจของฟิลิปปินส์ ที่ให้อำนาจการตัดสินใจการใช้งบประมาณแก่องค์กรส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการบริหารจัดการอื่นๆ ในพื้นที่ได้อย่างค่อนข้างอิสระ โดย หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น หรือ local government units (LGUs) มีอำนาจในการจัดทำงบประมาณตนเองไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บภาษีในพื้นที่หรือการตัดสินใจใช้งบประมาณ โดยรัฐบาลกลางไม่สามารถแทรกแซงการจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณได้  รวมถึงมีอำนาจจัดการดูแลการบริการสังคมด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม การเกษตร งานสาธารณะประโยชน์ การท่องเที่ยว การสื่อสารโทรคมนาคม การจัดการที่อยู่อาศัยและการศึกษา  [7]

โรงเรียนกลางคืนจึงกลายร่างเป็นนวัตกรรมทางสังคมได้จากช่องทางที่ให้อำนาจในการตัดสินใจสนับสนุนและก่อร่างเป็นโครงข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในเมือง โดยถึงแม้ว่าโครงการนี้จะเกิดจากความพยายามกระเสือกระสนของภาคประชาชนเอง แต่ทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นเลยหากโครงสร้างพื้นฐานทางการปกครองและการทำงานของรัฐไม่เอื้อ ความเป็นนวัตกรรมต้นแบบของโครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นที่ตัวหลักสูตรและวิธีการที่พวกเขาส่งเสริมอาสาสมัครและผู้เรียนเท่านั้น แต่รวมถึงวิธีการสร้างโครงข่ายที่เป็นสามารถนำไปปรับใช้กับโครงการทางสังคมอื่น ในประเด็นอื่นได้

                ทั้งนี้ความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเมืองไม่ได้หยุดอยู่ที่การนำต้นแบบของโครงการที่ประสบความสำเร็จไปปรับใช้ แต่การกระจายอำนาจด้วยตัวมันเองแล้วเป็นระบบที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาจิตสำนึกร่วมของคนในชุมชนได้ เพราะด้วยรูปแบบการจัดการที่เปิดให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดูแลตนเองและตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะกับพวกเขาก่อให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและเป็นเจ้าของผลสำเร็จที่เกิดจากการลงแรงของพวกเขา มากกว่าสิ่งที่ถูกโยนลงมาจากส่วนกลาง [8]

สำนึกสาธารณะ หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็ย่อมเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้หรือ “สร้าง” ขึ้นมาได้ตราบใดที่ยังมีโอกาสให้คนในพื้นที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ด้วยมือตัวเอง ตราบใดที่อำนาจในการจัดการยังมีอยู่ในชุมชน ตราบใดที่ยังมีช่องทางและโครงสร้างที่เอื้อต่อการเกิดกิจกรรมอันสามารถเร่งเร้าหรือสามารถดึงสำนึกร่วมของประชาชนออกมาได้  ความน่าจะเป็นสำหรับ คากายานเดโอโร ก็อาจมีได้ไปอีกหลายรูปแบบ

แน่นอนว่าแม้ทุกวันนี้คากายันเดโอโรยังมีปัญหาอีกมาก ทั้งที่มีระบบที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงและมีกลุ่มนักกิจกรรมที่เอาจริงเอาจัง แต่จิตสำนึกร่วมหรือจิตสำนึกสาธารณะก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ถูกกระตุ้นในเมืองนี้  และหลายสิ่งอาจไม่เกิดขึ้นเลยหากไม่มีใครเริ่มมองเห็นปัญหา ทว่าก็เป็นเมืองที่เห็นความเป็นไปได้มากกว่าเมืองที่เต็มไปด้วยทรัพยากรบุคคลหรือประชาชนที่มีแรงพร้อมแต่โครงสร้างการปกครองไม่ตอบสนอง เพราะประตูที่เปิดยังมีทางไปได้แม้จะคลานก็ตาม


[1] “Cagayan de Oro: The City with Golden Opportunities”. Philippine Statistics Authority.from https://web.archive.org/web/20170801185044/http://nap.psa.gov.ph/ru10/profile/cdo/default.html

[2] “History of Cagayan de Oro”. City Government of Cagayan de Oro. From http://www.cagayandeoro.gov.ph/

[3] สัมภาษณ์เมื่อวันที่10 มิถุนายน 2562, คากายันเดโอโร,ประเทศฟิลิปปินส์

[4] สัมภาษณ์เมื่อวันที่10 มิถุนายน 2562, คากายันเดโอโร,ประเทศฟิลิปปินส์

[5] Sophie De Mijolla-Mellor .“Character Formation”. encyclopedia.com

[6] สัมภาษณ์เมื่อวันที่10 มิถุนายน 2562, คากายันเดโอโร,ประเทศฟิลิปปินส์

[7] Paul Smoke. (2015). Decentralization in Philippines. Quality Support Facilities in the field of decentralization, Local Governance & Local Development

[8] Walter Kälin. (1999). Decentralization-Why and how. Decentralization and development. Bern: Swiss Agency for Development and Cooperation Publications on Development.

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *