บทบาทของศิลปศึกษาในสิงคโปร์เมืองสร้างสรรค์

กฤษณะ พันธุ์เพ็ง

30 มิถุนายนนี้ คือวันสุดท้ายของการรับสมัครเข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งผู้สมัครสามารถเข้าไปดาวน์โหลดและกรอกใบสมัครในเว็บไซต์ของยูเนสโกโดยตรง แล้วรอผลการพิจารณาภายในเดือนพฤศจิกายน 2562 นี้ จากคำบอกกล่าวอย่างไม่เป็นทางการของ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ซึ่งตั้งแต่ปีที่แล้วได้เติบโตขึ้นมาเป็น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) ตอนนี้กรุงเทพมหานครก็กำลังรีบดำเนินการส่งใบสมัครเข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์อยู่ด้วยเช่นเดียวกันกับเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก

ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว TCDC เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่ทำให้แนวคิดเรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และ เมืองสร้างสรรค์ (Creative City) เป็นที่รู้จักในวงกว้างในประเทศไทย รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจ และแรงขับเคลื่อนให้เกิดโครงการและกิจกรรม เพื่อพัฒนาองค์ความรู้สร้างสรรค์ขึ้นมามากมาย แม้ว่าความพยายามจะดันให้กรุงเทพมหานครได้ชื่อว่าเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางด้านการออกแบบยังไม่เป็นผลสำเร็จ ภูเก็ตก็ได้รับเลือกให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ในสาขาอาหารแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ส่วนเชียงใหม่ก็เพิ่งได้เข้าร่วมเครือข่ายในสาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2560)

การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของ TCDC มาเป็นการร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อพัฒนาเจริญกรุงให้เป็นย่านสร้างสรรค์ ภายใต้ชื่อโครงการว่า Co-create Charoenkrung นั้น แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การสร้างโมเดลต้นแบบ (ในช่วงพฤศจิกายน 2558 ถึงเดือนมิถุนายน 2559) ก็นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เห็นความเป็นไปได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ กรุงเทพฯก็จะสามารถพิสูจน์ศักยภาพในการเป็นเมืองสร้างสรรค์ได้เช่นเดียวกัน[1]

Co-create Charoenkrung  (Photo Credit : www.timeout.com/bangkok/blog)

Co-create Charoenkrung  (Photo Credit : www.timeout.com/bangkok/blog)

นอกจากเชียงใหม่และภูเก็ตแล้ว เมืองสร้างสรรค์ในอาเซียน ณ ตอนนี้ ยังมีอีก 4 ที่คือเมืองบาเกียว (Baguio) ประเทศฟิลิปปินส์ เมืองเปอกาโลงัน (Pekalongan) และบันดุง (Bandung) ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศสิงคโปร์ (ซึ่งได้เข้าร่วมในฐานะนครรัฐ)

การเข้าร่วมในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกย่อมนำมาซึ่งชื่อเสียงและการพัฒนาทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่เมืองต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ควรมองว่าการได้ขึ้นชื่อว่า “เมืองสร้างสรรค์” คือปลายทางของความสำเร็จ เพราะมันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ยูเนสโกกล่าวไว้อย่างชัดเจนถึงความคาดหวังต่อเมืองสร้างสรรค์ว่า จะต้องทำงานร่วมกับเมืองอื่น ๆ ในเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้ความคิดสร้างสรรค์เป็นส่วนประกอบหลักในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน เมืองเหล่านั้นต้องตั้งศูนย์กลางที่เน้นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม สร้างโอกาสและการเข้าถึงให้กับกลุ่มคนชายขอบในสังคม ส่งเสริมให้ศิลปวัฒนธรรมรวมถึงผลผลิตทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในวิถีชีวิตของทุก ๆ คนในเมือง

(Photo Credit : designsingapore.org)

หากเราจะยกตัวอย่างสิงคโปร์ขึ้นมาในฐานะเมืองสร้างสรรค์ที่ประสบความสำเร็จในอาเซียน สิ่งแรกที่เราต้องชื่นชมคือการวางแผนระยะยาวและการยอมรับในคุณค่าของศิลปะที่มีมากกว่าเพื่อความเพลิดเพลินใจ การได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองสร้างสรรค์ในปี ค.ศ. 2015 ไม่ได้มาจากการจัดตั้ง DesignSingapore Council (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003)[2] หรือการจัดเทศกาลที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมหรือการออกแบบ แต่มาจากการออกนโยบายในการพัฒนาประเทศที่มีศิลปะและความคิดสร้างสรรค์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ

(Photo Credit : designsingapore.org)

ตั้งแต่สิงคโปร์ประกาศอิสรภาพจากมาเลเซียในปี ค.ศ. 1965 ศิลปวัฒนธรรมถูกสอดแทรกอยู่ในนโยบายของรัฐในฐานะเครื่องมือสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติ และในการเผยแพร่อุดมการณ์ของรัฐ (Chong, 2017; Kong, 2012) Dr Terence Chong นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือชื่อ The State and the Arts in Singapore: Policies and Institutions (2018) มองว่าพรรคกิจประชาชน (The People’s Action Party – PAP) พรรครัฐบาลที่ควบคุมอำนาจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปในปี ค.ศ. 1959 ได้จัดกิจกรรมและนิทรรศการศิลปะขึ้นมาเพื่อขัดเกลาจิตใจในสังคมที่เต็มไปด้วยผู้อพยพ และแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของทั้ง 4 ชาติพันธุ์หลัก ที่แม้จะหลากหลายในแง่ของศิลปะการแสดงและเครื่องแต่งกาย แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข[3] (Chong, 2017)

ด้วยความขาดแคลนในทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลจึงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคน ศิลปศึกษาจึงถูกเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือสร้างชาติและเอกภาพในสังคมมาเป็นเครื่องมือในการสร้างผู้นำที่เพียบพร้อมในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่ Singapore National Arts Council ถูกก่อตั้งขึ้น และรัฐได้วางแผนงบประมาณจำนวนมากในการสร้างประเทศให้เป็น Global City of the Arts[4]

(Photo Credit: www.nac.gov.sg)

ผลงานศิลปะในเทศกาล Singapore Art Week ปี 2018 ที่ National Art Council, Singapore (Photo Credit: www.blouinartinfo.com)

สถาบันศึกษาเอกชนด้านศิลปะ Nanyang Academy of Fine Arts และ LaSalle College of the Arts ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น และในปี ค.ศ. 2008 รัฐบาลก็เปิด School of the Arts, Singapore (SOTA) ขึ้นมา เพื่อมอบการศึกษาทางด้านศิลปะให้กับนักเรียนอายุระหว่าง 13-18 ปี [5] โดยในหลักสูตร 6 ปีนี้ นักเรียนจะได้เรียนวิชาทางด้านศิลปะควบคู่กับวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ และภาษา และได้รับประกาศนียบัตร International Baccalaureate (IB) Diploma เมื่อจบการศึกษา ซึ่งสามารถนำไปใช้สมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ในสาขาที่หลายหลาย ที่ไม่จำกัดเฉพาะเพียงแค่ด้านศิลปะ นอกจากนั้นใน 2 ปีสุดท้าย นักเรียนยังเลือกเรียนจบในสาย IB Career-related Programme (IBCP) เพื่อเตรียมพร้อมเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาในสาขาศิลปะที่ตนเองสนใจได้อีกด้วย

บรรยากาศในห้องเรียน School of the Arts, Singapore (SOTA) (Photo Credit: www.smu.edu.sg)

(Photo Credit: artoutreachsingapore.org)

การสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติ และการสร้างบุคลากรของชาติที่มีทักษะทางด้านศิลปะคงเป็นเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักมากพอสำหรับการลงทุนกว่า 100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณสองพันสามร้อยล้านบาท) ในการก่อตั้ง SOTA ซึ่งยังไม่รวมถึงโครงการสนับสนุนทางด้านศิลปศึกษาที่มีอย่างมากมายและต่อเนื่อง ผู้บริหารประเทศเล็งเห็นว่าศิลปะสร้างนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งก็คือทางออกในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยในเอกสารชี้แจงนโยบายของกระทรวงสารสนเทศและศิลปะ (Ministry of Information and the Arts) มีการกล่าวถึงบรรยากาศและความคึกคักของกิจกรรมศิลปะว่าเป็นสิ่งที่ช่วยขยายปริมาณของกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และนำไปสู่การเติบโตของระบบเศรษฐกิจและความน่าอยู่ของเมือง (Chong, 2017, p. 112)

งานสัปดาห์ศิลปะสิงคโปร์ มีผู้สนใจเข้าร่วมมากมาย   (Photo Credit: www.visitsingapore.com)

อย่างไรก็ตาม Terence Chong มองว่าอุดมการณ์ของรัฐบาลที่ฟังดูสวยหรูยังไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในเชิงปฏิบัติ เหตุผลก็คือคนในสังคม (ซึ่งก็รวมถึงอาจารย์และนักเรียนด้วย) คิดว่าวิชาศิลปะมีความสำคัญน้อยกว่าวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ และที่ผ่านมามุมมองของผู้บริหารประเทศต่อศิลปะที่มีคุณค่าในการขัดเกลาจิตใจยังจำกัดอยู่ที่ศิลปะที่เรียกว่า high art[6] ไม่รวมถึงเพลงหรือศิลปะสมัยใหม่ นโยบายการสอดแทรกศิลปศึกษาเข้าไปในหลักสูตรการศึกษาในทุกระดับ ตั้งแต่ปี 1984 เป็นต้นมา ยังประสบกับปัญหาในการหาบุคลากรทางการศึกษาที่มีทักษะและความรู้เฉพาะในด้านศิลปะที่สามารถมอบความรู้ที่ลึกซึ้งและพัฒนาทักษะของนักเรียนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลักษณะการเรียนการสอนในรายวิชาศิลปศึกษาจึงมักจะถูกจำกัดอยู่เพียงแค่การสร้างผลงานเพียงเท่านั้น นักเรียนอาจจะได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์แต่ความสามารถในการเชื่อมโยงศิลปะการบริบททางสังคม ประวัติศาสตร์ของชาติ หรือศาสตร์อื่น ๆ ยังมีอยู่น้อย เมื่อเทียบกับประเทศในโลกตะวันตก

การที่มีผู้นำประเทศที่เห็นคุณค่าของศิลปะต่อการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และช่องทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนวัตกรรมและกิจกรรมทางด้านศิลปะนับว่าเป็นข้อได้เปรียบของสิงคโปร์ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นครรัฐที่มีอายุเพียงแค่ 54 ปีนี้ (หลักจากประกาศเอกราชจากมาเลเซีย) ได้รับการยอมรับจากยูเนสโกให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ทางด้านการออกแบบ 1 ใน 2 แห่งในเอเชีย[7] อย่างไรก็ตามการให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของศิลปะในสังคมและมุมมองต่อศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ที่กว้างและลึกซึ้งมากขึ้น จะช่วยลดอุปสรรคที่สิงคโปร์กำลังเผชิญอยู่ไม่ว่าจะเป็นในด้านลักษณะการจัดการเรียนการสอน หรือขอบเขตของกิจกรรมทางด้านศิลปะ และเมื่อทุกคนในสังคมรับรู้และเข้าใจถึงศักยภาพของศิลปะต่อการพัฒนาชาติ เมื่อนั้นความคิดสร้างสรรค์ก็จะเป็นหนึ่งแรงขับเคลื่อนหลักของระบบเศรษฐกิจในประเทศ และความหวังของสิงคโปร์ที่จะกลายเป็นศูนย์รวมการลงทุนทางด้านศิลปะ วัฒนธรรมและอุตสาหกรรมบันเทิงของโลกก็จะกลายเป็นความจริงได้อย่างแน่นอน


เอกสารอ้างอิง

[1] สามารถศึกษาเกี่ยวกับ Co-create Charoenkrung ได้ที่ www.tcdc.or.th/projects/co-create-charoenkrung

[2] www.designsingapore.org

[3] 4 ชาติพันธุ์หลักประกอบด้วย จีน มาเลย์ อินเดีย และยูเรเชีย หรืออื่น ๆ

[4] เพื่อเป็นศูนย์รวมการลงทุนในด้านศิลปะ วัฒนธรรมและอุตสาหกรรมบันเทิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นจุดหมายทางด้านศิลปะและความบันเทิงสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก (Chong, 2000)

[5] ประกอบด้วยศิลปะ 6 ด้าน: dance, music, theatre, visual arts, literary arts and film

[6] เช่นภาพวาด ศิลปหัตถกรรม และวรรณกรรม

[7] อีกเมืองหนึ่งคือบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย

Chong, T. (2000). Renaissance Revisited: Singapore as a ‘Global City for the Arts’. International Journal of Urban and Regional Research, 24(4), pp. 818-831.

Chong, T. (2017). Arts Education in Singapore: Between Rhetoric and Reality. Sojourn:

Journal of Social Issues in Southeast Asia, 32(1), pp. 107-136.

Kong, L. (2012). Ambitions of a global city: arts, culture and creative economy in ‘Post-      Crisis’ Singapore. International Journal of Cultural Policy, 18(3), pp. 279–294.

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *