ปัญหาระดับโลกที่ต้องแก้ด้วยเมือง หาใช่รัฐชาติ

ถอดความและเรียบเรียงโดย ดลลดา ชื่นจันทร์

                ความเป็นเมืองเป็นลักษณะอารยธรรมที่โดดเด่นของศตวรรษที่ 21 มนุษย์เปลี่ยนตนเองจากชีวิตแบบชนบทไปสู่สังคมเมืองในระยะเวลาอันรวดเร็ว ในช่วงต้นปี 1800 มีประชากรน้อยว่า 3% ที่อาศัยอยู่ในเมือง ในขณะที่ปัจจุบันประมาณการว่ากว่าครึ่งของประชากรโลกเป็นชาวเมืองและคาดการณ์ว่าในปี 2050 สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า

อาจฟังดูเป็นเรื่องน่ากังวลเมื่อต้องนึกถึงความแออัดวุ่นวายและเหมือนโลกกำลังมุ่งไปสู่ทิศทางที่ทำลายตนเอง แต่อันที่จริงแล้วเมืองที่ได้รับการดูแล มีความคล่องตัวและสร้างความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพสามารถปรับเปลี่ยนและพัฒนาไปสู่การเป็นเมืองที่เหมะแก่การอยู่อาศัยของทุกคน กล่าวได้ว่าความเป็นเมืองคือหนทางที่มีความเป็นไปได้และดูใช้ได้จริงสำหรับการดำรงชีพร่วมกันของมนุษย์ ซึ่งกำลังจะมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ่นอย่างมากมายในวันข้างหน้า

ในปัจจุบัน มีเมืองขนาดเล็กและขนาดกลางเกิดขึ้นหลายพันแห่งและมีมากกว่า 30 แห่งเป็นระดับมหานคร เมืองเหล่านี้มีบทบาทในเวทีระดับนานาชาติและในหลายกรณีเรียกได้ว่าแทนที่รัฐชาติในฐานะที่เป็นจุดศูนย์กลางของเศรษฐกิจ นิวยอร์กและโตเกียวที่มี GDP มากกว่าบางประเทศในกลุ่ม G-20 หรืออย่างเช่นกรุงเทพมหานคร เมื่อมองในแง่การลงทุนในธุรกิจ การเปิดสาขา Apple Store ในกรุงเทพฯ ก็เกิดจากการเลือก “เมือง” ไม่ใช่ “ประเทศ”  (Angela Ahrendts – Apple Senior Vice President, Retail, 2017 )

พลังหรือน้ำหนักในความเป็นตัวเป็นตนของเมืองจึงมีความสำคัญสูงขึ้นมาก จนสามารถมีบทบาทหรือสร้างเวทีพูดคุยระหว่างเมืองแบบข้ามรัฐข้ามทวีปได้ ในสังคมยุคใหม่มีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงและประสานความร่วมมือระหว่างเมืองกันเองมากขึ้น ทั้งในด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจ สังคม กระทั่งร่วมมือกันจัดการปัญหาต่างๆ หรือ ในแง่การผลิต นครระดับภูมิภาคและเมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษกำลังเชื่อมโลกผ่านสายการผลิตแบบข้ามชาติ (supply chains) เช่น เมืองที่อยู่ระหว่างพรมแดนของเม็กซิโกและอเมริกา เป็นต้น การพึ่งพาอาศัยกัน ความร่วมมือทางการค้าและการร่วมมือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นกระบวนการที่เกิดในหลายมุมโลก

ไม่ใช่ความบังเอิญที่โลกของเรากำลังมีเมืองใหญ่ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เมื่อช่องทางหรือโอกาสที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ในเมืองและการเชื่อมต่อของคนได้รับการส่งเสริมดูแลเมืองก็เติบโตขึ้น ทว่าหลายเมืองในโลกนี้กลับไม่ได้มีความราบรื่นในการพัฒนาหรือไม่ได้มีลักษณะของความน่าอยู่ขนาดนั้น แม้จะเติบโตและและพยายามอย่างมากที่จะสร้างความร่วมมือกับเมืองใหญ่อื่นๆ ปัญหาประการหนึ่งคือแทนที่เมืองที่มีพลังและศักยภาพเหล่านี้จะได้มีโอกาสดูแลตัวเองแต่กลับถูกจัดการด้วยรัฐบาลกลางที่เป็นระดับมหภาคเกินกว่าจะลงมาดูแลหน่วยยิบย่อยในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจึงสร้างปัญหาเมืองตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

.

รัฐชาติและเมืองใหญ่

แม้เมืองใหญ่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและแม้จะมีความสำคัญในแง่เศรษฐกิจ แต่ส่วนใหญ่เมืองเหล่านี้ก็ยังขาดอำนาจทางการเมืองที่แท้จริง หลายเมืองต้องดิ้นรนเพื่อหาความมั่นคงทางการเงินและต้องการการช่วยเหลือจากสถาบันทางการเงินโดยเฉพาะเพื่อจัดการกับการเติบโต แต่การต้องผ่านกระบวนการหลายอย่างในระดับรัฐชาติหรือความไม่ไว้วางใจที่รัฐมีต่อแผนการของเมืองก็เป็นผลให้หลายเมืองไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการตัดสินใจ

การขาดอำนาจทางการเมืองนี้มีมากและเห็นได้ชัดในหมู่ประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียใต้,แอฟริกาและลาติน อเมริกา ในตลาดเกิดใหม่จำนวนมากถูกควบคุมด้วยอำนาจของรัฐบาลกลางโดยผ่านหน่วยงานเทศบาลและการแต่งตั้งคณะบริหาร แต่เมืองเหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็วมากและต้องการผู้นำที่ดีกว่าเพื่อการจัดการในรายละเอียดที่มีมากขึ้นตามขนาดเมือง เมื่อไม่เป็นเช่นนั้นก็ส่งผลให้หลายกรณีเมืองเหล่านี้กลายเป็นเมืองที่ไร้ระเบียบ

ถึงแม้ในเอเชียและแอฟริกาก็คาดว่าจำนวนประชากรจะเพิ่มขึ้นไปอีก 2.5 พันล้านคนในปี 2593 เป็นจำนวนที่มหาศาลเหลือเกินเมื่อเทียบกับคน 170 ล้านในประเทศที่มีรายได้สูง กระนั้นในหลายเมืองในภูมิภาคเหล่านี้ก็ยังมีผู้นำที่ไม่ได้มีอิสระในการจัดการมากนัก ตัวอย่างเช่น มุมไบ เมืองที่ผู้คนไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายกเทศมนตรีของพวกเขามีผลงานอะไรบ้างเพราะอำนาจที่แท้จริงตกอยู่กับสำนักงานใหญ่ของรัฐมหาราษฏระ

ประเทศที่จะมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ในระหว่างปี 2014-2050
(Photo credit: www.weforum.org)

ฝ่ายคณะรัฐมนตรีของรัฐก็มีไม่เหตุผลจูงใจใดๆที่จะมอบอำนาจให้แก่นายกเทศมนตรีแม้เขาจะถูกเลือกเข้ามาก็ตาม  ทั้งนี้เพราะมีคนเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่ลงทะเบียนเลือกตั้ง จึงเหมือนจะเป็นเสียงที่น้อยเกินกว่าจะใส่ใจ รายได้จากมุมไบจึงถูกดึงไปแจกจ่ายให้ภูมิภาคอื่นๆ แทนที่จะมีการจัดการเพื่อคนมุมไบจริงๆ อย่างน้อยก็ในสัดส่วนที่เหมาะสมกว่านี้

เมืองและรัฐชาติ ในหลายกรณีมีการดำเนินการและมีวิธีคิดที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง นายกเทศมนตรีของเมืองมีความเปิดกว้าง มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยธุรกิจและสถาบันการศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการปัญหาหลายประเด็นทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การรองรับผู้อพยพและส่งเสริมวามหลากหลาย ในขณะที่ผู้นำประเทศเติมเชื้อไฟให้กับความเกลียดกลัวต่างชาติหรือผู้อพยพ

ความสุดโต่งแบบถอยหลังลงคลองยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง การไหลเวียนของความคิด ผู้คนและเทคโนโลยีใหม่ๆ กำลังทลายอำนาจและความชอบธรรมของแนวคิดเช่นนี้ หากการบริหารจัดการอยู่ใต้ร่มทัศนวิสัยเชิงลบของผู้นำที่ก็ไม่ได้สามารถแบกรับการเจริญเติบโตของเมืองได้อย่างเต็มที่เพราะขอบเขตความรับผิดชอบที่กว้างเกินไป ก็ อาจนำพาความขลุกขลักมาสู่ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องได้อย่างไม่น่าแปลกใจ

การถ่ายโอนอำนาจการตัดสินใจจากรัฐไปสู่เทศบาลเมืองที่มีการเลือกตั้งมาเป็นสิ่งสำคัญ ไม่เพียงเพื่อความอยู่รอดของเมืองแต่สำหรับประเทศด้วย  นักการเมืองต้องยอมรับเสียงของคนในพื้นที่  ต้องมีการเสริมสร้างพลังของประชาชนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากเบื้องล่าง และมอบอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีมากขึ้นตามกฎหมาย

.

เครือข่ายระหว่างเมืองเพื่อการช่วยเหลือและเปลี่ยนแปลง

วิธีการหนึ่งที่จะเร่งกระบวนการคือการสร้างพันธมิตรระหว่างเมือง วิธีนี้จะช่วยเพิ่มอำนาจทางการเมืองให้แก่เมืองในเวทีระดับนานาชาติและระดับโลก ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาเกิดเครือข่ายระหว่างเมืองจำนวนมาก พวกเขาร่วมมือกันจัดการทุกอย่างตั้งแต่การปกครองเมือง การค้า ไปจนถึงปัญหาสภาพภูมิอากาศและความปลอดภัย เช่น เครือข่าย C40 Climate Cities เป็นการรวมกลุ่มของเมือง 80 เมือง ที่ก่อตั้งมาแล้ว 10 ปี เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

และในประเด็นสิ่งแวดล้อมนี้ ตั้งแต่ปี 2561 มีเมืองกว่า 9,100 แห่งที่ทำข้อตกลงระดับโลกเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ มี 8,000 เมืองที่สร้างฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ มีกว่าอีก 1,000 แห่งที่พึ่งพาไฟฟ้าพลังน้ำและอีกกว่า 300 เมืองที่พึ่งพาพลังหมุนเวียน เห็นได้ชัดว่าการสร้างเครือข่ายสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ทั่วทุกมุมโลก เมื่อมีการสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้ และการต่อสู้โดยไม่รู้สึกโดดเดี่ยวนำพามนุษย์หลายร้อยล้านคนมุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกันได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้ ในยุโรปก็มีเครือข่ายความมั่นคง (EFUS) ที่จับประเด็นเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อป้องกันอาชญากรรมและต่อสู้กับความรุนแรงและแนวคิดสุดโต่ง  ซึ่งอันที่จริงแล้วในระยะหลัง มีสัญญาณที่บ่งบอกว่าแนวโน้มการต่อต้านแนวคิดแบบชาตินิยมกำลังกระจายไปทั่วโลก เมืองขนาดใหญ่และขนาดกลางโดยเฉพาะในอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตกกำลังสร้างเครือข่ายที่ข้ามเขตแดนของความเป็นชาติ ในเชิงปฏิบัติพวกเขาพยายามลดความไม่เท่าเทียมและมีพื้นที่รองรับประชากรที่เข้ามาใหม่ทั้งที่เป็นผู้อพยพและผู้ลี้ภัย

การต้อนรับผู้ลี้ภัยที่มาถึงเดินทางถึงสถานีรถไฟหลักในดอร์ทมุนด์ประเทศเยอรมนี
(Photo credit: 
REUTERS/Ina Fassbender สืบค้นจาก www.weforum.org)

เมือง กำลังประสบกับการถูกคุกคามจากปัญหาระดับโลก ทั้งระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น มลพาทางอากาศ ความไม่เท่าเทียม การอพยพย้ายถิ่นและการก่อการร้าย จึงมีความตื่นตัวในการเมืองใหม่ที่เสริมอำนาจให้แก่เมือง ซึ่งนายกเทศมนตรีและประชาชนในท้องที่ต้องการมีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้นเพื่อรับมือประเด็นเหล่านี้อย่างเร่งด่วน

โดยพื้นฐานแล้วเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกเป็นหัวหอกของการเปลี่ยนแปลงและเปิดกว้างทางสังคมหรือแนวความคิดมาโดยตลอด เพราะการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากเมืองที่มีความขัดแย้ง ความแตกต่างและความหลากหลาย ปะทะ เสริมสร้างจนก่อร่างการปกครองแบบประชาธิปไตยจากเบื้องล่างขึ้นมาได้  

เมืองจึงเป็นเสมือนบ่อเกิดขององค์ความรู้ที่หลากหลายเพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่ต่างกันไปและอาจจะเป็นในวิธีเฉพาะที่ต่างกันไปในแต่ละเมือง การร่วมเครือข่ายที่แบ่งปันความรู้และมีการช่วยเหลือร่วมมือกันจึงมีความสำคัญในการร่นระยะเวลาการแก้ปัญหาที่ตามปกติอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการตกผลึกและพบทางแก้สำหรับแต่ละเมือง ด้วยลักษณะที่คล้ายกันของความเป็นเมืองอาจสามารถเทียบเคียงและนำแนวทางปฏิบัติได้ และด้วยลักษณะที่ต่างกันอันเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละเมือง ก็จะยิ่งก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ในเครือข่ายซึ่งเมื่อยิ่งเครือข่ายขยายใหญ่ขึ้น ความเปลี่ยนแปลงก็จะพ้นไปจากความเป็นเมือง สู่ระดับชาติ และระดับโลกในที่สุด

การสร้างเครือข่ายของเมืองมีแนวโน้มที่ดี แต่ก็ยังไม่พอที่จะรับมือกับความท้าทายเร่งด่วนหลายประการในโลก ซึ่งหากมีการเร่งมือไม่เพียงแต่เมืองเองที่ดิ้นรนสร้างความเป็นพหุภาคี แต่รวมถึงรัฐบาลที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงและขยายอำนาจจัดการทางการเมืองให้แก่ท้องถิ่นหรือตัวเมืองเองได้ ก็จะช่วยชะลอการสูญเสียได้อย่างมากไม่เพียงแต่ในเอเชียและแอฟริกาซึ่งกำลังจะประสบกับปัญหาที่เพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันใกล้  แต่รวมถึงโลกด้วย

———————————————————–

อ้างอิง

Robert Muggah, Reuben Abraham (2019). How cities, not states, can solve the world’s biggest problems, Web site: https://www.weforum.org/agenda/2018/10/how-cities-not-states-can-solve-the-world-s-biggest-problems/

spin9 (2017). คุยกับ Angela Ahrendts ผ่าแนวคิด “เหตุใด Apple จึงเลือกเปิด Apple Store สาขากรุงเทพ”, Web site: https://spin9.me/2017/10/21/exclusive-interview-angela-ahrendts-apple-svp-retail/

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *