จากสิงคโปร์ถึงฮ่องกง แนวทางต้นแบบการพัฒนากับการแลกเปลี่ยนของเสรีภาพ

ดลลดา ชื่นจันทร์

ฮ่องกงนั้นเป็นหนึ่งในเมืองชั้นนำของเอเชีย อันเป็นจุดหมายปลายทางของทั้งนักแสวงโชคและเป็นต้นแบบในด้านการพัฒนาที่แม้แต่ไทยเองยังเคยใฝ่ฝันเมื่อนานมาแล้ว แต่ในปัจจุบันหลังจากการเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองของจีน กลุ่มทุนจากจีนและประเด็นปัญหาบางประการที่สะสมมาอย่างยาวนานของฮ่องกงเอง ก่อให้เกิดข้อวิกฤตมากมาย ที่เป็นปัจจัยทำให้การจัดอันดับเมืองน่าอยู่ (livable city) ของฮ่องกงตกจากอันดับ 12 ไป 41 (ข้อมูลจาก ECA International) ซึ่งฮ่องกงไม่ได้มีเพียงปัญหาทางกายภาพเท่านั้น สิทธิเสรีภาพก็เป็นสิ่งที่ถูกสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยปัจจัยทางการเมืองในปัจจุบัน

ถึงคราวที่ฮ่องกงจะต้องมองหาเมืองต้นแบบในการพัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น  “สิงคโปร์” จึงเป็นตัวเลือกที่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ในวงการสื่อหลายคนของฮ่องกงเสนอขึ้นมา ด้วยบริบทที่ใกล้เคียงกันและผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ โดยมีความหวังว่าเสรีภาพที่ถูกลิดรอนไปจะสามารถตอบแทนกลับคืนมาเป็นระบบการบริหารจัดการที่เข้มแข็งรวดเร็วและสามารถแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ โดยประเด็นเร่งด่วนที่สื่อฮ่องกงได้ยกขึ้นมาเปรียบเทียบและแนะนำแนวทางแก้ไขคือประเด็นเกี่ยวกับบริการสาธารณสุขและที่อยู่อาศัย


ฮ่องกงและสิงคโปร์ ความเหมือนความต่างและสิ่งแลกเปลี่ยนของเสรีภาพ

               ฮ่องกงและสิงคโปร์มีลักษณะคล้ายกันหลายประการ ทั้งการที่มีพื้นจำกัดในรูปลักษณ์ที่เป็นเกาะ ความหลากหลายของภาษาและอัตลักษณ์ของผู้อยู่อาศัย การสร้างชาติ โครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งในอดีตนั้นสิงคโปร์เคยเป็นประเทศที่ตามหลังฮ่องกงทั้งด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ (Tony Kwok,2019) ฮ่องกงเปรียบเสมือนต้นแบบหรือเป้าหมายสำหรับสิงคโปร์ในการพัฒนาในเวลานั้น แต่เมื่อมาถึงปัจจุบันเหมือนจะเป็นสิ่งที่กลับกัน สิงคโปร์มีสภาพบ้านเมืองที่ได้รับการดูแลอย่างดี ศูนย์อาหารที่สะอาด ราคาไม่แพงและมีทางเท้ากว้างขวาง  อาคารได้รับการทาสีใหม่ทุก 5 ปี สำหรับฮ่องกงหลายอย่างไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังหรืออย่างน้อยที่สุดก็แปรเปลี่ยนไปจนออกห่างมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดี

แม้แต่สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพก็เป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถาม Michael Chugani นักข่าวชาวฮ่องกงได้วิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบระหว่างเกาะทั้งสอง โดยถึงแม้สิงคโปร์จะมีชื่อเสียงเรื่องกความไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนไม่มีอิสระเสรีภาพเท่าที่ควร มีการจัดการกับฝ่ายค้าน แต่เขาก็พบว่าประชาชนยังคงเลือกพรรคกิจประชาชน (People’s Action Party-PAP) ของนายลีกวนยูให้เป็นรัฐบาลมาแล้วหลายสมัย โดยให้เหตุผลว่าพวกเขามองเห็นผลงานซึ่งรัฐบาลนี้ทำได้ดีมาโดยตลอด จึงไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับกฎหมายที่เข้มงวดและอิสระบางประการที่ถูกพรากไป ทั้งนี้เพื่อแลกกับความเป็นอยู่ที่ดี

เมื่อมองย้อนกลับมาที่ฮ่องกงก็น่ากังขามากว่าเสรีภาพที่ชาวฮ่องกงภูมิใจมาโดยตลอดยังมีอยู่หรือไม่ ประชาธิปไตยในฮ่องกงนับวันจะน้อยลงไปเรื่อยๆ จากการแทรกแซงของปักกิ่ง ชาวฮ่องกงไม่มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นในเชิงสนับสนุนการปกครองตนเอง รวมถึงสื่อก็ไม่อาจนำเสนอประเด็นอ่อนไหวเหล่านี้ได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวหรือระวังมากเป็นพิเศษ  

 “เรามีอิสระทางการเมืองมากกว่าสิงคโปร์ แต่ทำไมการสำรวจแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความสุขมากกว่าเรา?” (Michael Chugani,2019)

“รัฐบาลล้มเหลวในการตอบสนองความต้องการของชาวฮ่องกง ในขณะที่ประชาธิปไตยกำลังเสื่อมโทรม ฝ่ายค้ายถูกกดขี่และสิทธิมนุษยชนกำลังลดลง” (Albert Cheng,2018)

เมื่อสภาวการณ์เป็นเช่นนี้ ชาวฮ่องกงอดสงสัยไม่ได้ว่าพวกเขากำลังแลกเสรีภาพกับสิ่งใด ควรมีวิธีการพัฒนาเมืองหรือแก้ปัญหาต่างๆ ที่ดีกว่านี้หรือไม่ พ้นไปจากการตั้งคำถาม ตัดพ้อและเปรียบเทียบผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้พุ่งเป้าไปที่ปัญหาใหญ่ 2 ประการพร้อมคำแนะนำที่คาดหวังความเด็ดขาดจากรัฐบาลให้เหมือนแบบที่สิงคโปร์ทำได้

ปัญหาที่อยู่อาศัยและบริการด้านสาธารณสุข

บริการด้านสาธารณสุข  สืบเนื่องจากความหนาแน่นของประชากรที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหาที่ตามมาคือบริการด้านสาธารณสุขที่ไล่ตามตัวเลขประชากรไม่ทัน ในปี 2008 ฮ่องกงและสิงคโปร์มีอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรประมาณ 1.7คน ต่อประชากร 1000 คน ปัจจุบันอัตราส่วนของสิงคโปร์เปลี่ยนเป็น 2.4 ต่อ 1000 ในขณะที่ฮ่องกงอยู่ที่ 1.9 การนัดหมายแพทย์เฉพาะทางบางสาขา เช่น แพทย์ศัลยกรรมกระดูก ใช้เวลารอประมาณ 4 สัปดาห์นสิงคโปร์ แต่เป็น 60 สัปดาห์ในฮ่องกง

ปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในฮ่องกง
(Photo credit: South China Morning Post สืบค้นจาก today.mims.com)

Tony Kwok ศาสตราจารย์จาก HKU space ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้ว่าฮ่องกงควรมีแพทย์เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3,000 คน เพื่อให้ใกล้เคียงสิงคโปร์หรือ 10,000 เพื่อให้ได้มาตรฐาน OECD ทั้งนี้สิงคโปร์ใช้วิธีนำเข้าแพทย์จากต่างประเทศโดยการยอมรับแพทย์จากสถาบันชั้นนำของโลก 158 แห่ง ฮ่องกงก็ควรเปิดกว้างในเรื่องนี้และอาจปรับเป็นรับแพทย์จากสถาบันชั้นนำ 50 อันดับแรกแทนเพื่อมาตรฐานที่ดี แม้ว่าฮ่องกงจะมีอุปสรรคจากการที่สภาการแพทย์ไม่ยอมรับแนวคิดนี้ แต่ก็เป็นที่คาดหวังว่ารัฐบาลจะ “เด็ดขาด” มากพอที่จะคำนึงถึงความเร่งด่วนของการดูแลสุขภาพประชาชนมากกว่าเกรงใจที่มีต่อสภา

การถือครองที่อยู่อาศัย ในส่วนของที่อยู่อาศัยสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก  แม้ว่าจะเป็นเกาะเล็กๆ แต่การหาที่ทางให้ประชาชนรัฐไม่เพียงแค่ถมทะเลเพื่อขยายพื้นที่แนวราบออกไป แต่การพัฒนาในแนวสูงก็เป็นภาพจำแบบหนึ่งของสิงคโปร์ แม้จะเคยได้ยินเรื่องราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นของสิงคโปร์และความร่ำรวยของผู้คนที่อยู่ที่นั่น แต่อย่าเข้าใจผิดว่าชาวสิงคโปร์อยู่อาศัยในคอนโดหรูราคาแพงที่จ่ายด้วยเงินถุงเงินถังของพวกเขา ตึกสูงทั้งหลายที่มีสภาพสวยงามดูดีแท้จริงแล้วเป็นการเคหะของรัฐบาล ที่เรียกอย่างย่นย่อว่าแฟลต HDB (Housing & Development Board)

 สิงคโปร์นั้นมีอัตราการถือครองที่อยู่อาศัยถึงร้อยละ 90 และมีถึง ร้อยละ 80 ของประชากรที่อยู่อาศัยในแฟลตของรัฐบาล ขณะที่ฮ่องกงมีประชาชนเพียงร้อยละ 45 เท่านั้นที่ได้อยู่อาศัยในการเคหะ พื้นที่ใช้สอยบนเกาะฮ่องกง เหลือเพียง 170 ตารางฟุตต่อคน ในขณะที่สิงคโปร์มีพื้นที่ 270 ตาราฟุตต่อคน และการเคหะของสิงคโปร์ก็มีการปรับปรุงและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอให้มีสภาพที่ดีและทันสมัย แต่ละครอบครัวสามารถยื่นขอสิทธิ์ได้ตามรายได้และขนาดครอบครัว หากมีสมาชิกอยู่ถึง 4-5 คนก็มีแฟลตที่มีขนาด 2-3 ห้องนอนไว้รองรับ หลังจากยื่นเรื่องของซื้อพวกเขาจะต้องรอ 2-3 ปีเพื่อให้อาคารใหม่สร้างเสร็จ แต่สำหรับคนฮ่องกงพวกเขาต้องรอสิทธิ์นาน 5 ปีเป็นอย่างน้อย  


แฟลต HDB ของสิงคโปร์ (Photo credit:99.co)

ในเรื่องของสิทธิ์ที่ได้และการซื้อขาย แฟลต HBD เมื่อซื้อแล้วนั้นมีสิทธิ์ถือครอง 99 ปี ราคาซื้อต่ำกว่าคอนโดมีเนียมในราคาตลาดประมาณ 30% ซึ่งคำนวนตามสภาพเศรษฐกิจ ณ ช่วงเวลานั้น ราคาสุทธิของบ้านจะอยู่ในระดับที่จ่ายไหวใน 5 ปีเทียบกับรายได้ของผู้ได้สิทธิ์ เมื่อพ้นช่วงการผ่อนจ่ายไปแล้วเจ้าของห้องสามารถขายต่อให้กับผู้มีสัญชาติสิงคโปร์หรือผู้อยู่อาศัยถาวรได้ใน “ราคาตลาด”และสามารถขายได้ในตลาดอสังหาทั่วไป จึงเท่ากับว่าเจ้าของห้องมีสิทธิ์ 100% ของการเป็นเจ้าของ มีสิทธิ์ถือครอง สิทธิ์ในการปล่อยเช่าและสิทธิ์ในการโอน แต่แฟลต HDB ไม่สามารถถูกพัฒนากลายเป็นอสังหาเอกชนได้ เมื่อห้องเริ่มเก่ารัฐบาลจะเป็นผู้ดูแลปรับปรุง

ในขณะที่เจ้าของแฟลต HOS, TPS และ GSH ในฮ่องกง ช่วงที่ซื้อแฟลตจะได้รับส่วนลด 30% เมื่อเทียบกับราคาตลาดในขณะนั้นและเมื่อขายต่อในอนาคตเจ้าของห้องต้องคืนเงินส่วนลด 30% นั้นแก่รัฐบาล หรือแม้กระทั่งปล่อยเช่าก็ต้องคืนส่วนนี้ก่อน ซึ่งมูลค่าของส่วนลดจะถูกคำนวนใหม่ตามราคา ณ เวลาปล่อยขาย/เช่า ไม่ใช่ตามจำนวนที่เจ้าของห้องเคยได้รับเมื่อแรกซื้อ (Richard Wong,2018) นโยบายเช่นนี้ก่อให้เกิดปัญหาตามมาเพราะจะทำให้เจ้าของห้องไม่ต้องการโยกย้าย แม้ถึงจุดหนึ่งพวกเขาจะมีกำลังพอที่จะซื้อที่พักอาศัยของเอกชนได้แล้วก็ตาม แฟลตจึงถูกยึดอยู่กับเจ้าของเดียวโดยไม่มีโอกาสให้คนอื่นได้สิทธิ์ต่อ

แฟลต HOS ของฮ่องกง (Photo credit: Jonathan Wong สืบค้นจาก South China Morning Post

สำหรับการพัฒนาและแก้ปัญหา ผู้วิพากษ์หลายคนได้แนะนำให้เพิ่มมาตรการหลายอย่างให้คล้ายคลึงกับนโยบายของสิงคโปร์มากกว่านี้ เช่น รัฐบาลควรแยกราคาของบ้านหรือแฟลตการเคหะออกจากเอกชนกันอย่างเด็ดขาด รวมทั้งกำหนดค่าก่อสร้างสำหรับอาคารของการเคหะ ในเรื่องของสิทธิ์ในการซื้อ ผู้อยู่อาศัยถาวรทุกคนสามารถสมัครเพื่อขอรับสิทธิ์ได้ เมื่อถึงตอนขายควรอนุญาตให้ขายต่อได้เฉพาะผู้อยู่อาศัยถาวรเท่านั้น และระงับการจ่ายส่วนลดคืนให้แก่รัฐบาลเมื่อเจ้าของห้องต้องการขายหรือเช่าห้องต่อไป แน่นอนว่ามีการกล่างถึงการถมทะเลและการขอที่ดินทางทหารที่ไม่ได้ใช้งานจากรัฐบาลส่วนกลาง


การเปรียบเทียบนี้ชี้ให้เห็นถึง วิธีการของสิงคโปร์มีประสิทธิภาพสูงและต้องอาศัยความใจกว้างในระดับหนึ่งเมื่อมองถึงเรื่องการรับแพทย์ต่างชาติ รวมถึงแนวคิดที่เชื่อว่าที่อยู่ของรัฐควรเป็นสิทธิ์ของประชาชนทุกคน จึงมีการสร้างอาคารให้รองรับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศได้โดยไม่ได้คัดหรือตระเตรียมไว้เฉพาะผู้มีรายได้น้อย ซึ่งการที่รัฐบาลฮ่องกงหรือที่อื่นใดจะนำแนวทางของสิงคโปร์ไปใช้คงต้องเริ่มจากแนวคิดตั้งต้นที่ค่อนข้างเปิดกว้างเช่นนี้ก่อน

อย่างไรก็ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและผู้วิพากษ์ที่แฝงไปด้วยความหวังในการใช้อำนาจไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจแบบไม่ต้องเกรงใจแพทยสภา และการเสนอให้จัดการอุ้มอสังหาของการเคหะแบบไม่ต้องเกี่ยวข้องกับราคาตลาดอย่างเด็ดขาด นั้นสื่อไปในเชิงที่ว่าพวกเขายินดีให้ระบอบของเมืองมุ่งไปสู่ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพื่อให้ได้ผลจับต้องได้อย่างรวดเร็วมากกว่าความชักช้าในกระบวนการแบบเก่า แต่ทั้งนี้ก็จำเป็นต้องดูปัจจัยแวดล้อมและบริบททางวัฒนธรรมยิบย่อยหลายอย่างของฮ่องกงเองว่าจะสามารถมีอำนาจเบ็ดเสร็จมาจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็วหรือไม่? หรือ อำนาจเบ็ดเสร็จเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาเมืองตามวิธีการที่สิงคโปร์ทำ “ในทุกกรณี” หรือไม่?

.

เมืองต้นแบบกับรายละเอียดที่ต่างกัน

อันที่จริงคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความรวบรัดเบ็ดเสร็จของรัฐบาลสิงคโปร์มีส่วนทำให้การพัฒนาในหลายด้านสะดวกรวดเร็วและได้ดั่งใจ จนบางครั้งกลายเป็นวาทกรรมหรือความเชื่อว่าถ้าอยากเจริญต้องเบ็ดเสร็จแบบสิงคโปร์ ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอในทุกพื้นที่ กลับกันในหลายนโยบายที่ประสบความสำเร็จของสิงคโปร์ไม่ได้เป็นสิ่งจำเพาะที่งอกเงยมาได้เฉพาะเมืองที่มีบริบททางการเมืองเช่นนี้ การเคหะของสิงคโปร์มีชื่อเสียงด้วยประสิทธิภาพและตัวเลขของผู้ถือครองที่อยู่อาศัยที่สูงลิ่ว แต่อันที่จริงก็ยังมีเมืองอื่นที่มีระบบ Public housing ที่มีประสิทธิภาพและสร้างตัวเลขผู้ถือครองได้เช่นกันแม้จะไม่ได้มากเท่า


อาคาร Wohnpark Alt-Erlaa Affordable housing ในเวียนนา
(Photo credit: crosscut.com ) 

ดังเช่น affordable housing ของกรุงเวียนนา ชาวเมืองร้อยละ 62 อยู่อาศัยภายใต้โครงการของรัฐโดยการซื้อหรือเช่าอาคารในราคาที่ถูกกว่าตลาด ด้วยแนวคิดที่ว่า affordable housing ควรเหมาะสมกับทุกคนไม่ใช่เพื่อสงเคราะห์คนจน และเชื่อว่าถ้าประชาชนไม่มีภาระความกังวลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยพวกเขาจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้เมืองน่าอยู่ได้มากขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วก็คล้ายคลึงกับสิงคโปร์ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องแนวคิดและกระบวนในการแก้ปัญหาเฉพาะประเด็นเสียมากกว่าที่จะช่วยให้สัมฤทธิ์ผลได้ ปัจจัยในความสำเร็จของสิงคโปร์จึงไม่ใช่แค่การมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุม แต่รวมไปถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำ อุดมการณ์ที่มีร่วมกันของทุกคนซึ่งหากชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่ไม่ได้เชื่อในระบอบเช่นนี้หลายอย่างก็คงต่างออกไป  

สำหรับฮ่องกงก็เป็นสิ่งที่ต้องรอดูว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาหรือทำตามคำแนะนำได้หรือไม่ หรือยังมีหลายฝ่ายที่ต้องต่อรองกันเพื่อให้ได้ผลสุดท้ายมีรูปร่างหน้าตาเหมือนสิงคโปร์ การเลือกนโยบายใดนโยบายหนึ่งของสิงคโปร์เป็นต้นแบบก็เช่นเดียวกับนวัตกรรมทางสังคมที่จำเพาะสังคมนั้นๆ เป็นผู้กำหนดได้ว่าควรปรับเปลี่ยนหรือทำตามทุกกระเบียดนิ้วจะเป็นวิธีที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด และอุดมการณ์ของประชาชนจะสอดคล้องกับสิ่งที่ยกมาหรือไม่ ในบางกรณีอาจต้องใช้ความเบ็ดเสร็จ ในบางกรณีอาจไม่จำเป็น

ทั้งนี้เพราะการแลกอิสรภาพและเสรีภาพไม่ได้รับประกันว่าจะได้คุณภาพชีวิตที่ดีกลับมาตราบใดที่ผู้ที่ได้อำนาจเบ็ดเสร็จนั้นไปไม่ฟังเสียงประชาชน

—————————————

อ้างอิง

Tony Kwok.(2019).How would Lee Kuan Yew have solved Hong Kong’s housing and health care problem?, Web site: https://www.scmp.com/comment/insight-opinion/article/3006378/how-would-lee-kuan-yew-solve-hong-kongs-problems-housing

Adam Forrest.(2019).Vienna’s affordable housing paradise, Web site: https://www.huffpost.com/entry/vienna-affordable-housing-paradise.

Michael Chugani.(2019).Singapore trades freedoms for a liveable city. Hong Kong is trading its freedoms for nothing, Web site: https://www.scmp.com/comment/insight-opinion/article/3006517/singapore-trades-freedoms-liveable-city-hong-kong-trading

Richard Wong.(2018).Singapore’s public housing owners have one major edge over Hong Kong’s. Can carrie Lam turn this around?, Web site: https://www.scmp.com/comment/insight-opinion/hong-kong/article/2156575/singapores-public-housing-owners-have-one-major

Albert Cheng.(2018).If Singapore is now Hong Kong’s political role model,will it also inspire housing policy?, Web site: https://www.scmp.com/comment/insight-opinion/hong-kong/article/2155005/if-singapore-now-hong-kongs-political-role-model

Michael Chugani.(2019).Face it, Hong Kong: with our worsening quality of life and declining freedoms, Singapore is Asia’s world city, Web site: https://www.scmp.com/comment/insight-opinion/hong-kong/article/2185149/face-it-hong-kong-our-worsening-quality-life-and

Regina Ip.(2018).Why Hong Kong is no Singapore when it comes to housing and will struggle to catch up, Web site: https://www.scmp.com/comment/insight-opinion/hong-kong/article/2157022/why-hong-kong-no-singapore-when-it-comes-housing

Bloomberg.( 30 Aug 2018).How Singapore fixed its housing problem. Web site: https://www.youtube.com/watch?v=2cjPgNBNeLU&t=20s

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *