การออกแบบกับอารยธรรมใหม่ ในศตวรรษที่ 21

ดลลดา ชื่นจันทร์

             บทความนี้กล่าวถึงลักษณะสังคมและวัฒนธรรมใหม่ที่เหมาะสมในศตวรรษที่ 21 อันมีความยั่งยืนและความร่วมมือของผู้คนเป็นสิ่งสำคัญ โดยเป็นการสรุปแนวคิดและข้อคิดเห็นที่ เอซิโอ มานซินี่ ได้ให้ไว้ในหนังสือเรื่อง “เราต่างเป็นนักออกแบบ” ซึ่งได้กล่าวถึงการออกแบบนวัตกรรมทางสังคมและแนวทางที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้นับจากนี้  โดยอาศัยกระบวนการออกแบบและประโยชน์จากเทคโนยีการสื่อสารที่เชื่อมโยงผู้คนได้มากขึ้นอย่างในปัจจุบัน มาเป็นส่วนสำคัญในการนำสังคมไปสู่รูปแบบวิถีชีวิตแบบใหม่ อันมาพร้อมกับ วัฒนธรรม คุณค่าหรือค่านิยมใหม่ ซึ่งอาจถูกเรียกว่าเป็น “อารยธรรมใหม่” ได้ในอนาคต

การออกแบบนั้นเป็นส่วนสำคัญในการก่อร่างสร้างสิ่งต่างๆ ในวิถีชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเทคโนโลยี การออกแบบเมืองรวมถึงการออกแบบสังคม ทั้งนี้การออกแบบยังเป็นตัวสร้างคุณค่าและความหมายให้แก่สังคมด้วย ในช่วงเวลาที่ผ่านมาของศตวรรษที่ 20  สังคมโลกเปลี่ยนแปลงจากชุมชนการเกษตรมาสู่ความเป็นเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ ค่านิยมเกี่ยวกับชีวิตที่ดีกว่าถูกยึดโยงเข้ากับความศิวิไลซ์ หลักการทุนนิยมและการบริโภคในปริมาณมาก ทว่าวัฒนธรรมและคุณลักษณะชีวิตแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาเองและไม่ใช่ธรรมชาติของชีวิต ความสบายในเมืองแลกกับคุณภาพชีวิตที่แย่ หรือ ปฏิสัมพันธ์ที่ดีของคนในชุมชนแลกกับการขาดทรัพยากรในชนบท ไม่ใช่สัจธรรมของโลกแต่เป็นสิ่งที่ถูก “ออกแบบ” ผ่านผลกระทบจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่เริ่มต้นก่อตัวมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม  เมื่อเวลาผ่านไป ทรัพยากรมีแนวโน้มว่าจะถึงขีดจำกัดประเด็นด้านความยั่งยืนจึงถูกพูดถึงในหลายมิติของสังคมไม่เพียงแต่แค่การบริโภคเท่านั้น แต่รวมถึงการตั้งคำถามถึงรูปแบบปฏิบัติที่เราทำกันอยู่ว่าเป็นสิ่งที่เหมาะที่สุดหรือไม่และจะเป็นไปในรูปแบบใดในยุคของชนรุ่นหลัง

นวัตกรรมทางสังคมเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมากเมื่อมาถึงเรื่องวิธีการไปสู่ความยั่งยืน ด้วยเป็นสิ่งที่สามารถแก้ปัญหาและตอบสนองเป้าหมายทางสังคมได้อย่างที่กลไกจากรัฐหรืออำนาจจากภาคส่วนอื่นไม่เคยทำได้ หนึ่งในหลักการสำคัญของนวัตกรรมทางสังคมคือการร่วมมือกันในทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาในประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นๆ เป็นหลักการที่สร้างความเลือนรางระหว่างขั้วตรงข้ามที่ถูกแบ่งมาตลอดในวิถีชีวิตแบบเก่า เช่น รัฐกับเอกชน ผู้ผลิตกับผู้บริโภค เป็นต้น ผ่านการสร้างเครื่อข่ายเชื่อมโยงที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้เชี่ยวชาญและประชาชน เข้ามาพูดคุยถกเถียงและหาวิธีสร้างสรรค์กลไกใหม่ๆ วิถีปฏิบัติแบบใหม่เพื่อตอบสนองประเด็นที่อาจเป็นปัญหาหรือเป็นความต้องการที่จะขับเคลื่อนร่วมกัน

สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ยุคสมัยปัจจุบันของเราสามารถเกิดนวัตกรรมทางสังคมเช่นนี้ขึ้นมาได้ คือ เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ หรืออินเตอร์เน็ต ที่เชื่อมโลกเข้าด้วยกัน เอื้อประโยชน์ต่อการพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารให้แก่ผู้คน กลายเป็นวัฒนธรรมการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่เทคโนโลยีสื่อสารเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและถูกมองว่าเป็นสิ่งปรกติ ผู้คนที่อยู่ต่างที่ ต่างวัฒนธรรมสามารถติดต่อสื่สารกันได้โดยตรงเมื่อถึงจุดนี้ นวัตกรรมทางสังคมจึงเป็นตัวขับเคลื่อนและสร้างการเปลี่ยนแปลงแทนนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพราะผู้คนในสังคมสามารถพูดคุยเรียกร้องหรือมีปากมีเสียงเพื่อชีวิตและผลประโยชน์ของตนเองได้ และกลับกันนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมีแนวโน้มว่าจะต้องพึ่งพากระแสสังคมเพื่อสร้างสรรค์หรือเปลี่ยนแปลงตนเอง ให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนส่วนใหญ่มากกว่าจะออกมาเพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนแบบในสมัยก่อน



การออกแบบในศตวรรษที่ 21

               นวัตกรรมทางสังคมมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่มันไม่สามารถดำรงอยู่หรือแพร่กระจายออกไปได้หากวัฒนธรรมในสังคมที่มันอยู่ไม่เอื้อให้มันเดินหน้าต่อไป ในการสร้างสังคมใหม่จึงจำเป็นต้องมีวัฒนธรรมและปฏิบัติการทางสังคมใหม่ๆ เพื่อเลี้ยงดูนวัตกรรมทางสังคมที่จะถือกำเนิดขึ้นมา “การออกแบบ” สามารถเป็นวัฒนธรรมใหม่และปฏิบัติการทางสังคมใหม่นี้ได้ และการออกแบบมีศักยภาพที่จะเป็นบทบาทหลักในการกระตุ้นและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วย   แต่มันต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็น กิจกรรมที่แพร่หลาย กระจายไปทั่วทุกจุดเชื่อมต่อของเครือข่ายสังคม กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตและการทำงานของพวกเราทุกคน โดยอาศัยเทคโนโลยีการสื่อสาร

ในยุคสมัยต่อจากนี้การออกแบบมีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนแปลงกระบวนการไปจากเดิม จากที่ผู้เชี่ยวชาญหรือนักออกแบบมืออาชีพเป็นคนกลุ่มหลักในการออกแบบสิ่งต่างๆ เพื่อป้อนเข้าสู่สังคม ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเทคโนโลยี โครงสร้างองค์กร/สังคม หรือออกแบบเมือง เปลี่ยนมาเป็น “กระบวนการร่วมออกแบบ” ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบและร่วมทำ ร่วมปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง โดยนักออกแบบมืออาชีพลดบทบาทลงไปเป็นผู้กระตุ้นหรือผู้สนับสนุนการออกแบบแบบปลายเปิดนี้ และใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญที่พวกเขามีเพื่อชี้แนะมือสมัครเล่นทั้งหลายให้สามารถร่วมคิดร่วมทำงานออกแบบนั้นๆ ให้เข้าเกณฑ์เข้ากรอบความเป็นไปได้ อันจะนำไปสู่เป้าประสงค์ของโครงการที่พวกเขามีภาพใหญ่ร่วมกัน

ชาวชุมชนร่วมกันออกแบบปรับปรุงถนน
Orchard ในนิวยอร์ค image source :http://pilot-projects.org

 ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วการออกแบบเป็นสิ่งที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน เราใช้ความคิดสร้างสรรค์คิดค้นและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แต่ในยุคสมัยที่สังคมขยายมากขึ้นและมีความซับซ้อนในหลายระดับ ปัญหาหลายประการในโลกปัจจุบันผลักดันให้ผู้คนต้องร่วมมือกันใช้ศักยภาพในการออกแบบที่มีมาร่วมหาทางออก ที่สำคัญคือเป็นกิจกรรมร่วมทางสังคมที่พบเห็นได้บ่อยขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์บางประเภทที่ออกรุ่นทดลองมาให้ผู้ใช้ได้ทดลองและแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงต่อไป เป็นต้น   ซึ่งหากกิจกรรมเช่นนี้ถูกนำไปใช้ในการออกแบบเพื่อแก้ปัญหาทางสังคมหรือออกแบบนวัตกรรมทางสังคมอื่นๆ และกลายเป็นปฏิบัติการทางสังคมที่ แพร่หลายเป็นปรกติ การที่ “การออกแบบ” หรือ “การร่วมออกแบบ” จะกลายเป็นวัฒนธรรม ในแบบที่ผู้คนมีวิถีชีวิตเคยชินอยู่กับการออกความคิดเห็นและสร้างความร่วมมือก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้

               ทั้งนี้บุคคลและกลุ่มบุคคลหลากหลายประเภทซึ่งพัฒนาทักษะการออกแบบแนวใหม่กำลังเคลื่อนย้ายจากพื้นที่ของการออกแบบอย่างมือสมัครเล่นไปสู่พื้นที่ของการออกแบบอย่างมืออาชีพ ด้วยองค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบรวมทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการออกแบบหรือนวัตกรรมทางสังคมต่างๆ เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้และศึกษาทำความเข้าใจได้ด้วยข้อมูลที่เผยแพร่อยู่ในอินเตอร์เน็ต ทำให้จำนวนผู้ทำการออกแบบซึ่งไม่ใช่นักออกแบบมืออาชีพแต่มีทักษะและประสบการณ์กำลังเพิ่มมากขึ้น ผู้คนเหล่านี้กลายเป็น “นักออกแบบมือสมัครเล่นอย่างมีฝีมือ” ซึ่งพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับนักออกแบบมืออาชีพด้วย ผลคือพวกเขากำลังร่วมสร้างกระบวนการร่วมออกแบบ ซึ่งกระบวนการนี้มีลักษณะเฉพาะบางประการ 

 ประการที่หนึ่ง “กระบวนการร่วมออกแบบเป็นการสนทนาเชิงสังคม”  คือการที่ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันในลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะประสานความร่วมมือหรือขัดแย้ง และมีปฏิสัมพันธ์กันในเวลาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะตอบโต้กันทันทีในอินเตอร์เน็ตหรือนอกเหนือจากนั้น โดยเหล่านี้เป็นกระบวนการที่มีพลวัตรสูง เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงรุกและแน่นอนว่าเป็นกิจกรรมการออกแบบที่มีความซับซ้อน

 ประการที่สอง  “ต้องมีเครือข่ายและพันธมิตร” ซึ่งจะมี 2 รูปแบบคือ พันธมิตรด้านการออกแบบ เป็นเครือข่ายที่แน่นแฟ้น สมาชิกประสานความร่วมมือกันเพื่อบรรลุผลสัมฤทธิ์ร่วมกัน อีกรูปแบบคือ เครือข่ายการออกแบบ สมาชิกอาจมาจากหลายกลุ่มซึ่งมีการดำเนินการสร้างนวัตกรรมเป็นของตนเองและมาแบ่งปันองค์ความรู้แก่กันแต่ไม่ได้ร่วมกันทำงานในโครงการเดียวกัน

ประการที่สาม  “แผนงานการออกแบบ” ต้องมีการผลิตชุดกิจกรรมที่มีการประสานงานกันซึ่งประกอบกันเป็นแผนงาน เป็นความต่อเนื่องของกระบวนการออกแบบ ทั้งนี้ตัววิสัยทัศน์เองจะเป็นตัวกำหนดชุดการเคลื่อนไหวย่อยๆเหล่านี้

ประการสุดท้าย  “โครงการริเริ่มด้านการออกแบบ” นักออกแบบต้องคิดค้นโครงการให้ออกมามีลักษณะที่ส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมต่อจุดต่างๆ ของเครือข่ายการออกแบบ โครงการเหล่านี้ต้องมีความต่อเนื่องของการออกแบบ มุ่งกระตุ้นและสนับสนุนกระบวนการร่วมออกแบบ กล่าวโดยง่ายคือการออกแบบนี้ไม่เพียงแต่มาออกแบบนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังต้องมีกระบวนการออกแบบที่มาช่วยออกแบบการประสานความร่วมมือของกลุ่มคนที่ทำงานให้เชื่อได้ว่ามีการร่วมมือกันอย่างแท้จริงด้วย

              อย่างไรก็ดีในการเริ่มต้นนวัตกรรมทางสังคมต้องมีการกระตุ้นและริเริ่มจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อาจเป็นนักออกแบบ (เป็นมืออาชีพหรือไม่ก็ได้) นักปฏิบัติการ ขึ้นมาเสียก่อน นวัตกรรมทางสังคมมักเริ่มต้นจากประดิษฐกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นในกลุ่มเล็กๆ มีความเป็นชุมชนสูง (ทำกันเอง) แล้วกลายเป็นต้นแบบที่สามารถพัฒนาขยายไปสู่กลุ่มสังคมอื่นและเมื่อการปฏิสัมพันธ์ในทุกภาคส่วนเป็นไปอย่างสมบูรณ์ (รวมภาครัฐและองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง) มันอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มีการจัดโครงสร้างอย่างเป็นระบบมากขึ้นได้และสามารถสร้างวิถีชีวิตใหม่ สร้างความหมายและค่านิยมใหม่ขึ้นมาได้ในระดับประเทศหรือระดับโลกอย่างแท้จริง

 ตัวอย่างเช่น  โครงการจิตเวชศาสตร์ประชาธิปไตย (Democratic Psychiatry) ที่อิตาลี ของนายแพทย์ฟรางโก บาซาเลีย (Franco Basaglia) ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ 40 ปีก่อนและถือเป็นการปฏิวัติวงการจิตวิทยาอิตาลีในช่วงเวลานั้น โดยแนวคิดคือการมองเห็นผู้พิการทางจิตไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ป่วย แต่เป็นผู้มีความสามารถที่หากเราสนับสนุนพวกเขาให้เอาชนะปัญหาเหล่านี้ได้ พวกเขาก็สามารถมีความสุขกับกิจกรรมเชิงบวกบางอย่าง นำไปสู่การกำหนดรูปแบบการช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชในแนวทางใหม่ ส่งเสริมให้พวกเขากลับสู่สังคมและทำงาน  จึงได้มีกิจการจำนวนมาก ทั้งภัตตาคาร โรงแรม และร้านช่างไม้ที่บริหารโดย “คนบ้า” บางกิจกรรมกลายเป็นวิสาหกิจการค้าที่ประสบผลสำเร็จอย่างจริงจัง กระทั่งในปี 1978 มีการประกาศใช้กฎหมายระดับประเทศทำให้โรงพยาบาลจิตเวชทั้งหมดเปิดกว้างขึ้นและรับเอาแนวทางใหม่นี้ไปใช้  

นายแพทย์ฟรางโก บาซาเลีย

               วัฒนธรรมการออกแบบที่กำลังอุบัติขึ้น บ่งชี้ว่าลักษณะการทำงานการออกแบบสมัยใหม่หรือการร่วมออกแบบนี้มีความเป็นนวัตกรรมในตัวมันเอง ด้วยแนวความคิดใหม่เกี่ยวกับการแก้ปัญหา และเกี่ยวกับการสร้างความหมาย ที่ไม่แยก 2  สิ่งนี้ออกจากกันกล่าวคือ  การออกแบบแบบเดิมจะเน้นไปที่การแก้ปัญหาเป็นหลัก เช่น การผลิตเครื่องกรองน้ำสำหรับหมู่บ้านในแอฟริกา ซึ่งช่วยแก้ปัญหาในเชิงกายภาพแต่ไม่ได้สร้างความหมายใหม่ในมิติทางสังคม ต่างจากในกรณีของนายแพทย์บาซาเลียที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนั้น เป็นการออกแบบที่ “แก้ปัญหา” ทางกายภาพ คือผู้ป่วยจิตเวชได้รับการรักษา ชุมชนได้บุคลากรเพิ่ม และในส่วนมิติทางสังคมก็ได้สร้างความหมายใหม่เกี่ยวกับมุมมองของคนทั่วไปที่มีต่อผู้ป่วย ด้วยเหตุนี้การออกแบบสมัยใหม่จึงเรียกร้องความร่วมมือจากชุมชนหรือคนหมู่มากเพื่อพูดคุยและสร้างความหมายใหม่ในบางประเด็นให้เป็นที่ยอมรับสำหรับทุกฝ่ายและนำพาความยั่งยืนมาสู่วิถีปฏิบัติใหม่นั้น



อารยธรรมใหม่ ในศตรรษที่ 21 ควรมีหน้าตาแบบไหน

               เมื่อการออกแบบสามารถกรอบรูปร่างของสังคมได้ แล้วการออกแบบใหม่จะทำให้สังคมใหม่มีลักษณะเป็นอย่างไร? อันที่จริงแล้วลักษณะของสังคมใหม่ที่ว่านี้ มีความล้อกันอยู่กับลักษณะของการร่วมออกแบบและลักษณะของนวัตกรรมทางสังคม คือเน้นความร่วมมือ การสร้างเครือข่ายและแน่นอนเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเป็นตัวแปรสำคัญ ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นนวัตกรรทางสังคมเป็นสิ่งที่สร้างความเลือนรางระหว่างขั้วตรงข้าม เพราะการประสานความร่วมมือทำให้รูปแบบปฏิบัติการเป็นแบบร่วมแรงร่วมใจมากกว่าต่างคนต่างทำ ลักษณะที่เชื่อว่าเหมาะสมของสังคมในอนาคตก็มีความเลือนรางระหว่างเมืองและชนบทด้วย กล่าวคือ ความเป็นเมืองที่เรารู้จักมักเป็นสิ่งตรงข้ามกับชนบทเสมอ (ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จหรือมายาคติ) และต่างก็มีข้อดีและข้อเสียในแบบของตนเอง

แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปประชากรของผู้คนส่วนใหญ่ในโลกมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นชาวเมืองและมีทีท่าว่าทุกเมืองจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น รวมทั้งจะมีเมืองเกิดใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แนวคิดของสังคมในอนาคตได้ผนวกเอาข้อดีหลายประการของทั้งเมืองและชนบทไว้ด้วยกัน โดยถึงแม้เราจะอาศัยอยู่ในเมืองแต่เราก็มีความเป็นชุมชนที่แบ่งปัน ช่วยเหลือ สร้างเครือข่ายและปฏิสัมพันธ์กันได้ โดยการสร้างเครือข่ายในอินเตอร์เน็ต คนๆ หนึ่งสามารถอยู่ได้หลายชุมชน นอกเหนือไปจากละแวกบ้านที่ตนเองอยู่แล้ว ในโลกอินเตอร์เน็ตเขาอาจมีชุมชนหรือกลุ่มความร่วมมือที่ร่วมกับเพื่อนที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร เมื่อมีเครือข่ายที่กว้างไกลและผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันเป็นเรื่องปกติ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่จำเป็นต้องมารวมศูนย์อย่างเดียว ดังนั้นแนวคิดเกี่ยวกับระบบกระจายตัวจึงเป็นตัวเลือกที่ถูกเสนอขึ้นมา

distributed infrastructure image source : missioncriticalpower.uk

               เศรษฐกิจจะเป็นในรูปแบบ   “เศรษฐกิจเชิงสังคม” ซึ่งผลประโยชน์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมาบรรจบกัน ตลาด รัฐ และเศรษฐกิจแบบพึ่งพาเงินอุดหนุนของรัฐ (grant economy) อยู่ร่วมกับการพึ่งพาตนเอง การช่วยเหลือกันและกัน การแลกเปลี่ยนสิ่งของ การบริจาค และกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ มีลักษณะต่างออกไปอย่างมากจากเศรษฐกิจที่อิงกับการผลิตและการบริโภคสินค้า เป็นต้นว่า การใช้เครือข่ายการกระจายสินค้าอย่างครอบคลุม เน้นความร่วมมืออย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการปฏิสัมพันธ์ การดูแล และการบำรุงรักษามากกว่าการบริโภคครั้งเดียว ทั้งนี้ก็เป็นไปเพื่อความยั่งยืนและเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น ระบบการกระจายถูกนำมาใช้ภายใต้แนวคิดนี้ โดยมันหมายถึงระบบที่สังคมและเทคโนโลยีตอบสนองซึ่งกันและกัน และกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ ที่แตกต่างกันแต่มีความเชื่อมโยงกันเป็นตัวของตัวเอง

ไม่มีระบบแบบกระจายตัวใดจะถูกนำไปใช้ได้โดยปราศจากนวัตกรรมทางสังคม อีกทั้งยังต้องมีพัฒนาการไปตามขั้นลำดับ ค่อยๆ เริ่มต้นด้วยคลื่นลูกแรกของการเปลี่ยนแปลงคือการสื่อสารแบบกระจายตัว (พวกเราอยู่ในข้นเริ่มต้นตรงจุดนี้)  ถัดจากนั้นก็จะเป็นส่วนอื่นๆ ที่เปลี่ยนไปเป็นแบบกระจายตัว ทั้งนี้ลักษณะของสังคมในระบบกระจายตัวมักมีองค์ประกอบเหล่านี้

โครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายตัว หมายถึงพลังงาน น้ำไฟทั้งหลาย มีการผลิตไฟฟ้าด้วยโรงไฟฟ้าขนาดย่อมกระจายไปในแต่ละท้องที่ พลังงานทดแทน พลังงานสีเขียว โรงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงขนาดย่อม รวมทั้งมีโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เป็นต้น ด้านทรัพยากรน้ำ มีการกระจายแจกจ่ายน้ำในกรณีที่ต้องใช้น้ำคุณภาพสูง ส่วนความต้องการใช้น้ำในลักษณะอื่นๆ จะต้องใช้น้ำในท้องถิ่น เช่น น้ำฝนหรือน้ำที่กักเก็บไว้และบำบัดอย่างเหมาะสม ระบบน้ำแบบกระจายตัวแนวใหม่จำเป็นต้องมีการวางแผนโดยเฉพาะเจาะจง เรียกว่าการออกแบบเมืองที่ให้ความสำคัญกับน้ำ (water-sensitive urban design) รวมทั้งทัศนคติและพฤติกรรมใหม่ของชาวเมือง

เครือข่ายอาหารแบบกระจายตัว เป็นแนวคิดที่ถูกกระตุ้นโดยความกังวลเกี่ยวกับเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาสารเคมีและน้ำมัน กระแสนวัตกรรมนี้ส่งเสริมอาหารท้องถิ่นเพื่อทำให้ระบบอาหารมีความมั่นคง เน้นเพิ่มความสามารถของท้องถิ่นให้พึ่งพาตัวเองได้ เป็นการแก้ปัญหาที่มุ่งเชื่อมโยงเกษตรกรรมกับการบริโภคอาหาร นี้รวมถึงการกระจายอาหารในละแวกใกล้เคียง เช่น ความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายระหว่างคนในเมืองที่มีพื้นที่ในการผลิตต่ำกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่รอบนอกเมือง เป็นต้น

การผลิตแบบกระจายตัว เกิดจากการบรรจบกันระหว่างนวัตกรรมในสาขาการผลิตที่เล็กลงมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเครือข่ายสังคมที่มาพร้อมโอกาสในการรวมผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายไว้ด้วยกัน ทำให้ติดต่อกันสะดวกมากขึ้นทั้งนักออกแบบ ผู้ผลิต หรือรวมไปถึงผู้ใช้ให้สามารถพูดคุย และร่วมกันออกแบบว่าสิ่งที่จะผลิตควรเป็นอย่างไรตอบโจย์คนในแต่ละพื้นที่อย่างไร และคนกลุ่มเดียวกันอาจไปช่วยคนอีกกลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะต่างจากท้องถิ่นของตัวเอง วิธีนี้ทำให้เกิดการผลิตแบบกระจายตัวคือมีอยู่ในทุกพื้นที่ หลักการสำคัญคือการทำสิ่งของใกล้สถานที่ที่มันจะถูกใช้มากที่สุด  เป็นการกระจายความเสี่ยงและสร้างความยั่งยืน ผู้คนรับรู้ได้ว่าสิ่งที่พวกเขาบริโภคหรือแม้กระทั่งผลิตเองมีความเป็นมาอย่างไร จึงไว้ใจได้ในด้านคุณภาพ

เศรษฐกิจแบบกระจายตัว  คือการที่กระบวนทัศน์เชิงเครือข่ายมีศักยภาพในการแปรสภาพความสัมพันธ์และชายขอบ ทำให้ในระดับท้องถิ่นเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างอิสระและปรับตัวได้ทั้งเชื่อมโยงกนภายในเครือข่ายของการแลกเปลี่ยนที่ขยายกว้างขึ้นตลอดเวลา ทั้งในระดับท้องถิ่นเอง ไปสู่ระดับภูมิภาค หรือไประดับโลกก็เป็นไปได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาส่วนกลางมากเท่าแต่ก่อน หลายส่วนของสังคมสามารถหยัดยืนได้ด้วยตัวเอง

ระบบที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยธรรมชาติแล้วระบบแบบกระจายตัวสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าระบบแบบแนวตั้งที่เป็นกระแสหลัก (สั่งการมาจากเบื้องบน) เพราะมันสามารถสร้างระบบที่ผสานสังคมและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัญหาต่างๆ ที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ซึ่งอาจเกิดขึ้นและเรียนรู้จากปัญหาเหล่านั้น

วัฒนธรรมของความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง สังคมที่รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ต้องเป็นสังคมที่หลากหลายและสร้างสรรค์  ด้วยเพราะผู้คนที่แตกต่างมีพื้นฐาน ทัศนคติและความรู้อันหลากหลายเมื่อมาร่วมมือกันก็สามารถสร้างทางออกที่มีแง่มุมหลากมิติครอบคลุมเหตุปัจจัยของปัญหาได้มากขึ้น  วัฒนธรรมแบบนี้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ทุกสถานการณ์

image source : bahaiteachings.org

               ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะดูห่างไกล และนวัตกรรมทางสังคมยังไม่ใช่ความคิดกระแสหลักแต่ทว่ามันก็เป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับและได้รับความสนใจจากหลายประเทศทั่วโลก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในปัจจุบัน ในความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งเรื่องทรัพยากรและจำนวนประชากร นำพามาซึ่งการเร่งความเร็วเข้าสู่จุดวิกฤตในหลายมิติ สังคมต่างๆ จำเป็นต้องหาวิธีรับมือและแก้ปัญหาไปในขณะเดียวกัน พวกเราถูกกดกัดให้เร่งทดสอบและทดลองวิธีการใดใดก็ตามที่มีความเชื่อว่าจะมีประสิทธิภาพและให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ โดยใช้เงินน้อยกว่าและลดความเสียหายร้ายแรงจากภาวะถดถอยได้อย่างจริงจัง นวัตกรรมทางสังคมและแนวคิดการร่วมออกแบบเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วในหลายพื้นที่ แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่จนพลิกวัฒนธรรมของสังคมโลกได้ขณะนี้แต่ก็จับต้องได้และเป็นเหตุเป็นผลในตัวมันเองอย่างที่สุด ที่สำคัญแนวคิดเหล่านี้ใช้องค์ประกอบหลักที่มีพลังที่สุดและหาได้ง่ายที่สุด คือ มนุษย์และเทคโนโลยีเครือข่าย โดยทั้งสองอย่างในปัจจุบันได้ผสานกันจนแทบเป็นเนื้อเดียวกันไปแล้วนั้น สิ่งที่ดูเหมือนเป็นอารยธรรมใหม่ที่ห่างไกลจึงอาจไม่ได้ไกลอย่างที่เราคิด เพียงแค่เราสามารถเริ่มต้นได้จากพื้นฐานที่เรามีในปัจจุบัน


อ้างอิง

เอซิโอ มานซินี่. เราต่างเป็นนักออกแบบ. นนทบุรี : อินี่ บุ๊คส์, 2561.

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *