ความเชื่อเรื่องนัตกับการขยายตัวของมัณฑะเลย์: ความแตกต่างทางศาสนากับพลวัตการเติบโตของประชาธิปไตยในเมือง

ดร.กฤติธี ศรีเกตุ

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ความนำ

          กระบวนการเป็นเมือง (Urbanization) เป็นกรอบแนวคิดที่เชื่อมโยงอยู่กับเรื่องของการพัฒนาทางการเมืองและประชาธิปไตย ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงมาแล้วเป็นระยะเวลายาวนานโดยนักวิชาการรัฐศาสตร์ เช่น อัลมอนด์กับพาเวลล์ (Gabriel A. Almond and Bingham Powell) ซึ่งได้เสนอว่าการสร้างความเป็นเมืองจะทำให้ผู้คนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเมืองจนกระทั่งเกิดการมีส่วนร่วมอันจะก่อให้เกิดการพัฒนาทางการเมืองและประชาธิปไตยในที่สุด กระทั่งปัจจุบันที่โลกเชื่อมถึงกันภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ กระบวนการเป็นเมืองกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเป็นทั้งสิ่งที่พึงปรารถนาและความท้าทายของโลกปัจจุบันเช่นกัน เนื่องจากกระบวนการเป็นเมืองส่งผลให้ผู้คนหลากหลายโยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในชุมชนเมืองเดียวกัน การจัดการสังคมจึงต้องสร้างเงื่อนไขหรือกลไกให้ความหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ซึ่งสังคมแห่งความเป็นเมืองนั้นก็ยิ่งเรียกร้องประชาธิปไตยมากขึ้น (Democratic City) โดยประเด็นสำคัญที่กล่าวถึงกันมากเมื่อพูดถึงการยอมรับความแตกต่างหลากหลายคือแนวคิดพหุวัฒนธรรม (Multiculturalism) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยอมรับความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ ตลอดจนรูปแบบของวิถีชีวิต อันเชื่อมโยงอยู่กับทั้งกระบวนการสร้างความเป็นเมืองและแนวคิดประชาธิปไตย

ทั้งนี้ การอยู่ร่วมกันของความหลากหลายที่เป็นไปตามกรอบของแนวคิดพหุวัฒนธรรมที่ถือว่าสะท้อนหลักการของประชาธิปไตยนั้น คือการที่ความแตกต่างหลากหลายดังกล่าวต้องมีความเป็นตัวของตัวเองในระดับที่ไม่ถูกครอบงำจากวัฒนธรรมอื่นจนสูญเสียตัวตนของตนเองไป ผู้วิจัยพบว่าการดำรงอยู่ของความเชื่อเรื่องนัต (Nat) ซึ่งถือเป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวพม่ายังคงดำรงอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง แม้ผู้ปกครองในบางยุคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของพระเจ้าอโนรธา (ค.ศ.1044-1077) ได้ยกย่องพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติ และได้พยายามลบล้างความเชื่อเรื่องนัตออกไป แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ ผู้ปกครองในยุคสมัยต่อมาก็ยังหันมาให้การสนับสนุนอีกด้วย จนถึงปัจจุบันก็พบว่า ตำแหน่งคนทรงนัตยังถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการโดยอำนาจรัฐ การดำรงอยู่ของความเชื่อเรื่องนัตจึงสะท้อนให้เห็นถึงการปะทะต่อรอง ประนีประนอมหลอมรวม ระหว่างความเชื่อดั้งเดิมของประชาชนกับความเชื่อใหม่ที่นำเข้ามาโดยผู้ปกครอง พื้นที่ความเชื่อดังกล่าวจึงเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างดำรงอยู่ร่วมกัน อันจะเป็นเงื่อนไขของการเกิดสังคมพหุวัฒนธรรมตลอดจนประชาธิปไตยต่อไป

เพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ของความเชื่อเรื่องนัตเป็นพื้นที่ที่สะท้อนแนวคิดพหุวัฒนธรรมท่ามกลางกระแสความเป็นเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตย ผู้วิจัยพบเป็นเบื้องต้นว่าลักษณะของการประนีประนอมระหว่างความแตกต่างหลากหลายที่ปรากฏในพื้นที่ของความเชื่อเรื่องนัตมีอยู่ด้วยกัน 3 ประการใหญ่ ได้แก่ ประการแรก การประประนีประนอมผ่านตำนานหรือเรื่องเล่า ซึ่งตำนานนัตได้หลอมรวมเอาความแตกต่างทั้งระหว่างอำนาจและความเชื่อของผู้ปกครองกับประชาชนหรือกระทั่งความแตกต่างทางเชื้อชาติศาสนาระหว่างพุทธ นัต/ผี และอิสลามเข้ามาอยู่ด้วยกัน ประการที่สอง การประนีประนอมผ่านวิถีการดำรงชีวิตประจำวัน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเรื่องเล่าที่ให้พื้นที่กับทุกฝ่ายจนแต่ละฝ่ายสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และประการที่สาม เป็นการประนีประนอมผ่านเรื่องของผลประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายที่เข้ามายึดโยงอยู่กับความเชื่อเรื่องนัตจนส่งผลให้เกิดความสมดุลในระดับที่ช่วยให้ความแตกต่างหลากหลายสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

นัตและการประนีประนอมหลอมรวมทางความเชื่อกับพหุวัฒนธรรม

          การประนีประนอมผ่านทางเรื่องเล่าและตำนาน

การนับถือนัตของคนพม่าเป็นความเชื่อที่ดำรงมาแล้วอย่างยาวนานก่อนการเกิดขึ้นของอาณาจักรของคนพม่า และเมื่อมีการตั้งอาณาจักรของคนพม่าขึ้น นัตก็ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมืองโดยตรงในฐานะเครื่องมือสร้างความเป็นหนึ่งทางอำนาจและความเชื่อมาตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวคือ เมื่อพระเจ้าเต่หลี่จ่อง (ค.ศ. 344-387) ได้รวบรวมหมู่บ้านต่างๆ จำนวน 19 หมู่บ้านและสถาปนาเมืองศีริปัจจยาขึ้น ด้วยความต้องการสร้างเอกภาพทางความเชื่อของอาณาจักร พระองค์ได้รวบรวมนัตที่หลากหลายของประชาชนให้เข้ามารวมกันภายใต้นัตประจำอาณาจักรที่พระองค์สถาปนาขึ้นใหม่คือมีงมหาคีรีนัต และรวบรวมนัตทั้งหลายไปไว้ที่ศาลนัตที่เขาโปปาและจัดพิธีบูชานัตขึ้นเป็นประจำทุกปี วัฒนธรรมความเชื่อในยุคนี้จึงเกิดเอกภาพทั้งระหว่างผู้ปกครองและประชาชนโดยมีนัตเป็นศูนย์กลางผูกรวมสังคมเอาไว้ให้เป็นหนึ่งเดียว

เขาโปปา เขาพระสุเมรุของอาณาจักรพุกามยุคต้น

 

เจดีย์ชเวซีโกง เมืองพุกาม

 

มีงมหาคีรีนัต ที่ศาลนัตเชิงเขาโปปา

อย่างไรก็ตาม เอกภาพทางความเชื่อระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองเริ่มสั่นคลอนลงเมื่อพระเจ้าอโนรธา (ค.ศ. 1044-1077) ทรงยกศาสนาพุทธขึ้นเป็นศาสนาประจำอาณาจักร และพยายามลบล้างความเชื่อเรื่องนัตออกไปจากประชาชน ทรงยกเลิกงานบูชานัตที่เขาโปปา สั่งรื้อทำลายศาลนัตตามที่ต่างๆ สั่งห้ามไม่ให้จัดงานบูชานัต และย้ายรูปปั้นนัตจากเขาโปปาไปไว้ที่เจดีย์ชเวซีโก่ง ในเมืองพุกาม และมีการสร้างวัดบนเขาโปปาขึ้นแทนศาลนัต ทรงกำหนดให้นัตลดฐานะลงจากผู้ดูแลอาณาจักรเป็นผีทำหน้าที่ดูแลศาสนาพุทธ อีกทั้งยังกำหนดให้พระอินทร์หรือตะจามีงซึ่งเป็นเทพตามคติพุทธมีฐานะเป็นผู้ปกครองนัตทั้งหลายแทนมีงมหาคีรีนัตอีกด้วย ซึ่งในการนี้พระเจ้าอโนรธาทรงประสบความสำเร็จในการยกพุทธศาสนาขึ้นเป็นศาสนาหลัก แต่ในส่วนของการลบล้างความเชื่อเรื่องนัตพบว่าประสบความล้มเหลว และนอกจากพระองค์จะไม่สามารถลบล้างความเชื่อเรื่องนัตออกไปได้แล้ว ยิ่งกลับทำให้นัตแพร่กระจายออกไปมากขึ้น เพราะเมื่อพระองค์สั่งห้ามไม่ให้จัดงานบูชานัตที่เขาโปปา กลับพบว่าประชาชนนำนัตเข้าไปบูชาในบ้านจนความเชื่อเรื่องนัตยิ่งกระจายออกไปมากขึ้นกว่าเดิม และจากความพยายามกำจัดนัตของพระเจ้าอโนรธานี้เอง ส่งผลให้พื้นที่ความเชื่อเรื่องนัตจำเป็นต้องปรับตัว ต่อรอง ประนีประนอมเพื่อความอยู่รอด กระทั่งส่งผลให้พื้นที่ของตนนั้นดำรงอยู่มาได้อย่างเข้มแข็งจนถึงปัจจุบัน

การประนีประนอมในพื้นที่ความเชื่อเรื่องนัตเริ่มแสดงให้เห็นตั้งแต่ในช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าอโนรธา การประนีประนอมครั้งแรกคือการนำนัตมาเก็บไว้ในรั้ววัด ซึ่งแสดงว่าพระองค์เองก็ทรงยอมรับการมีอยู่ของนัตแม้จะให้อยู่ได้ภายใต้การควบคุมของพระองค์ จุดเปลี่ยนผันสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมีนัตใหม่จำนวนสองตนกำเนิดขึ้น คือนัตสองพี่น้องชเวพีญหรือที่เรียกกันว่า “กูด่อจีกับกูด่อเล” ซึ่งนัตสองตนนี้เองได้กลายมาเป็นนัตที่ได้รับความนิยมสูงสุดของชาวพม่าจนถึงปัจจุบัน ตำนานของนัตสองพี่น้องนี้เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นการประนีประนอมทางอำนาจและความหลากหลายทางความเชื่ออย่างชัดเจนยิ่ง ทั้งการประนีประนอมระหว่างอำนาจของผู้ปกครองและประชาชน พุทธกับนัต ตลอดจนการประนีประนอมกับศาสนาอิสลาม

อาคารนัตในเขตเจดีย์ชเวซีโก่ง เมืองพุกาม

 

พระอินทร์ หรือตะจามีง ที่ศาลนัตในเขตเจดีย์ชเวซีโกง ในปัจจุบัน

 

ในประเด็นของการประนีประนอมทางอำนาจระหว่างเจ้ากับประชาชนและพุทธกับนัต พบว่าเรื่องราวตำนานของนัตสองพี่น้องสัมพันธ์อยู่กับประวัติของพระเจ้าอโนรธาโดยตรง ตั้งแต่พ่อของนัตสองพี่น้องที่เป็นผู้รับใช้กษัตริย์อโนรธาและต้องจบชีวิตลงด้วยคำสั่งประหารของพระเจ้าอโนรธารวมถึงการเสียชีวิตของทั้งสองพี่น้องก็ถูกพระเจ้าอโนรธาสั่งประหารชีวิตเช่นเดียวกัน อันเป็นการแสดงถึงอำนาจของกษัตริย์ที่เหนือกว่าประชาชนทั้งปวง อย่างไรก็ตามภายหลังจากการสวรรคตของพระเจ้าอโนรธา เรื่องเล่าต่อจากนั้นมีความพยายามที่จะทำให้ฐานะของนัตดีขึ้น และเรื่องเล่าดังกล่าวก็ถูกสืบทอดผ่านพิธีกรรมมาจนถึงปัจจุบัน กล่าวคือภายหลังจากพระเจ้าอโนรธาถูกควายเผือกขวิดจนสวรรคตไปแล้วนั้น ตามตำนานเชื่อว่าควายเผือกที่ขวิดพระเจ้าอโนรธานั้นเป็นนัตดุร้าย และก็เป็นนัตสองพี่น้องชเวพีญนั้นเองที่ระดมนัตทั้งหลายออกตามล่านัตดังกล่าวซึ่งสิงสถิตอยู่ในต้นไม้ จนสามารถขับไล่นัตตนนั้นออกไปจากพื้นที่ ตำนานดังกล่าวถูกสืบทอดผ่านพิธีกรรมการตัดต้นไม้ซึ่งจัดขึ้นทุกปีในวันที่ 5 ของเทศกาลบูชานัตที่หมู่บ้านต่องปะโยง ยิ่งกว่านั้นพระเจ้าอโนรธาเองก็ได้กลายเป็นนัตตนหนึ่งในเวลาต่อมา เพียงแต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าสองพี่น้องชเวพีญ ในพื้นที่ของตำนานอิงประวัติศาสตร์ดังกล่าว อำนาจของผู้ปกครอง ประชาชน ศาสนาพุทธ และความเชื่อเรื่องนัตจึงมีที่ยืนของตนเองร่วมกันในสังคมสืบทอดกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน ในขณะที่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลัก แต่นัตก็ยังคงดำรงอยู่อย่างทรงพลังโดยเฉพาะนัตสองพี่น้องที่ถูกยกให้เป็นนัตครูของร่างทรงนัตทั้งหลายในพม่า ซึ่งจะเห็นว่านัตที่ได้รับความนิยมเป็นนัตของประชาชน ในขณะที่นัตที่ถูกตั้งขึ้นโดยผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นมีงมหาคีรีนัต หรือตะจามีง กลับได้รับความนิยมต่ำในหมู่ประชาชน

นัตสองพี่น้องแห่งต่องปะโยง

 

พิธีตัดต้นไม้

ในส่วนของประวัติของโปปาแหม่ด่อซึ่งเป็นแม่ของสองพี่น้องชเวพีญก็พบว่า มีการประนีประนอมระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับศาสนาพุทธอยู่ในตัว กล่าวคือการที่โปป่าแหม่ด่อเป็นนางยักษ์ที่พบได้อยู่ทั่วไปในภาพเขียนว่าเป็นตัวแทนของความเชื่อดั้งเดิมที่ถูกกวาดล้างด้วยศาสนาพุทธที่สูงส่งกว่า ตำนานของนางโปปาแหม่ด่อจึงเป็นตำนานที่สร้างความเหนือกว่าของศาสนาพุทธ แต่ก็มีการประนีประนอมอยู่ในตำนานนั้นเองโดยการให้โปปาแหม่ด่อเป็นนางยักษ์ที่นับถือพุทธ ปฏิบัติธรรมและเป็นมังสวิรัติ นอกจากนั้น ยังพบการประนีประนอมระหว่างนัต ศาสนาพุทธ กับศาสนาอิสลามในตำนานของนัตสองพี่น้องอีกด้วย เนื่องจากตามตำนาน ผู้เป็นพ่อของนัตสองพี่น้องคือหม่องพยะตะนับถือศาสนาอิสลามหรือเป็นมุสลิมนั่นเอง จึงถือได้ว่านัตสองพี่น้องก็มีเชื้อสายมาจากมุสลิมและก็ยังถูกเลี้ยงดูมาอย่างมุสลิมคือไม่รับประทานเนื้อหมู ในการนี้ร่างทรงของนัตสองพี่น้องจึงต้องงดเว้นจากการรับประทานเนื้อหมูอีกด้วย

โปปาแหม่ด่อที่ศาลบนเขาโปปา

 

ภาพเขียนโปปาแหม่ด่อและครอบครัวที่ศาลบนเขาโปปา

 

จากตำนานนัตดังกล่าว สะท้อนให้เห็นอย่างดียิ่งถึงการประนีประนอมระหว่างความเชื่อที่แตกต่าง ส่งผลให้แต่ละฝ่ายสามารถสร้างความชอบธรรมในการดำรงอยู่ในฐานะความเชื่อของผู้คนได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องนัตที่มีศูนย์กลางอยู่ที่มัณฑะเลย์ คือที่หมู่บ้านต่องปะโยง ที่ตำบลยาตะนากู เมืองอมรปุระ และที่เขาโปปา เมืองพุกาม เป็นสถานที่จัดงานบูชานัตในปัจจุบันที่ใหญ่ที่สุดเรียงตามลำดับ

          การประนีประนอมผ่านการดำรงชีวิต

          การประนีประนอมในประเด็นนี้ สามารถสังเกตได้จากการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชนทั้งในหมู่บ้านต่องปะโยงและในตำบลยาตะนากู ซึ่งพบว่าวิถีชีวิตของประชาชนมีความเกี่ยวข้องกับทั้งศาสนาพุทธ การนับถือนัต และศาสนาอิสลาม ทั้งนี้ ทั้งในหมู่บ้านต่องปะโยง ตำบลยาตะนากู วัดในศาสนาพุทธจะตั้งอยู่อย่างโดดเด่นใจกลางหมู่บ้าน โดยมีศาลนัตขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมกำแพงวัด และมีศาลนัตขนาดเล็กตั้งกระจายอยู่โดยรอบ หรือในกรณีของภูเขาโปปาก็ได้มีการตั้งวัดขึ้นบนยอดเขา และมีศาลนัตกระจายอยู่จำนวนมากตั้งแต่เชิงเขาจนถึงยอดเขาเช่นกัน ลักษณะของการจัดวางตำแหน่งดังกล่าวสะท้อนถึงการดำรงอยู่ร่วมกันของศาสนาพุทธและความเชื่อเรื่องนัต ส่วนการอยู่ร่วมกันกับศาสนาอิสลาม พบว่า พื้นที่ที่โดดเด่นมากที่สุดคือตำบลยาตะนากู ซึ่งพบว่ามีคนมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จากการสอบถามประชาชนในพื้นที่ พบว่า ทั้งชาวพุทธที่นับถือนัตและชาวมุสลิมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขในพื้นที่ดังกล่าวนี้

ศาลนัตที่ตำบลยาตะนากู ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน

 

บริเวณโดยรอบวัดที่มีการจัดงานเทศกาลนัดตำบลยาตะนากู

 

การประนีประนอมผลประโยชน์

          ในประเด็นนี้ พบว่า พื้นที่การบูชานัตของคนพม่านั้นมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างสำคัญ โดยในการจัดพิธีบูชานัตประจำปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศกาลบูชานัตต่องปะโยง เป็นงานที่มีเม็ดเงินสะพัดสูงมาก มีประชาชนเดินทางไปร่วมงานมากถึงสองแสนกว่าคนในแต่ละปี มีพ่อค้ามีค้าเดินทางไปขายสินค้าในงานดังกล่าว งานบูชานัตดังกล่าวนี้ถือเป็นเทศกาลสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของมันดะเลย์เลยทีเดียว โดยกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์จากงานดังกล่าว ประกอบด้วย เจ้าของพื้นที่บริเวณโดยรอบศาลนัตซึ่งก็คือผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งสามารถเก็บค่าเช่าเพิงพักที่สร้างขึ้นชั่วคราวได้เป็นจำนวนมาก โดยราคาเช่าตลอดทั้งงานจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 แสนจ๊าดถึง 4 แสนจ๊าด ขึ้นอยู่กับที่ตั้งและขนาดของเพิงพักซึ่งแบ่งซอยออกไปเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นในการเต้นบูชานัตบนศาลนัตใหญ่แต่ละครั้ง ผู้ที่ขึ้นไปเต้นยังต้องจ่ายค่าเงินให้กับผู้ใหญ่บ้านอีกประมาณ 3 แสน จ๊าดต่อ 15 นาที บุคคลที่มีบทบาทสำคัญอีกผู้หนึ่งก็คือนัตกะด่อหรือร่างทรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างทรงที่มีตำแหน่งเป็นทางการและมีชื่อเสียงพบว่า ในบางวันได้รับค่าจ้างสูงถึง 1 ล้านจ๊าด ซึ่งร่างทรงนัตนี้จะเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ใหญ่บ้าน ส่วนประชาชนที่จ้างร่างทรงเต้นถวายนัตนั้นก็พบว่าเป็นการแก้บนจากสิ่งที่ตนมาขอแล้วได้ตามความประสงค์ แม้บุคคลกลุ่มนี้จะเป็นผู้จ่ายเงิน แต่ก็เป็นไปในลักษณะของการแลกเปลี่ยนหรือจ่ายภายหลังจากที่ตนได้ในสิ่งที่ขอแล้ว เป็นไปในลักษณะของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์นั่นเอง นอกจากนั้น ดังกล่าวแล้วข้างต้น เทศกาลบูชานัตเป็นงานที่มีขนาดใหญ่ ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากงานดังกล่าวก็คือพ่อค้าแม่ค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยว การคมนาคม ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ที่นำสินค้าออกมาขายอีกด้วย

นูนู หัวหน้าคนทรงกับอดีตผู้ใหญ่บ้าน (ปัจจุบันเสียชีวิตและลูกสาวคนโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน)

 

ที่พักชั่วคราวที่สร้างขึ้นให้เช่าในเทศกาลนัตต่องปะโยง

 

ทั้งนี้ ในกรณีของเมียนม่าพบว่า ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงในทางการปกครอง มีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐ ผู้ใหญ่บ้านจึงมีอำนาจในการจัดการควบคุมพิธีกรรมเกี่ยวกับการบูชานัตในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมากและเป็นผู้ที่มีบารมีของพื้นที่ เป็นที่นับถือของประชาชนนวมถึงร่างทรงแต่ละคน ผู้ใหญ่บ้านยังเป็นผู้ทีมีบทบาทในการเลือกตำแหน่งหัวหน้าคนทรง อันเป็นตำแหน่งจากรัฐอย่างเป็นทางการอีกด้วย ด้วยความใกล้ชิดระหว่างผู้ใหญ่บ้านและคนทรงตลอดจนประชาชน ส่งผลให้ผู้นำในระดับสูงบางคนเดินทางมายังงานเทศกาลบูชานัตหรือมามอบสายสะพายประจำตำแหน่งให้กับหัวหน้าคนทรงด้วยตนเอง ซึ่งสามารถสร้างฐานความนิยมแก่ผู้ปกครองดังกล่าวอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ลักษณะดังกล่าวเป็นอีกภาพสะท้อนหนึ่งของการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ทั้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ คนทรง และประชาชน อันส่งผลต่อการยอมรับและทำให้ความเชื่อเรื่องนัตเป็นที่ยอมรับในวงกว้างไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ในกรณีของหมู่บ้านต่องปะโยง ความชอบธรรมของอำนาจของผู้ใหญ่บ้านยิ่งมากขึ้นกว่าที่อื่นๆ เพราะผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านดังกล่าวอ้างว่าตนนั้นสืบเชื้อสายมาจากนัตสองพี่น้องชเวพีญ และในการนี้ ก็ยังพบว่า ผู้ใหญ่บ้านก็ยังผู้บริจาคหรือผู้อุปถัมภ์หลักให้กับวัดในหมู่บ้านอีกด้วย

ภาพเตงเส่ง เดินทางมามอบสายสะพายแก่หัวหน้าคนทรง

 

บทสรุป: การดำรงอยู่ร่วมกันของนัตกับความเชื่ออื่นๆ กับภาพสะท้อนพหุวัฒนธรรมรองรับกระแสความเป็นเมืองและประชาธิปไตยในมัณฑะเลย์

          จากที่กล่าวทั้งหมดข้างต้น จะเห็นได้ว่าพื้นที่ความเชื่อเรื่องนัตเป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงการประนีประนอมหลอมรวมระหว่างความแตกต่างหลากหลาย โดยที่การประนีประนอมดังกล่าวยังคงเป็นไปในลักษณะที่แต่ละความเชื่อก็ยังมีความเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ถูกกลืนหรือทำให้เป็นรองต่ออีกวัฒนธรรมหนึ่ง เช่น แม้ศาสนาหลักของคนพม่าคือศาสนาพุทธ แต่ศาสนาพุทธก็ไม่สามารถกลืนความเชื่อเรื่องนัตเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งได้ แม้คนที่นับถือนัตก็นัตเป็นผู้ที่นับถือพุทธไปพร้อมกัน แต่ความเชื่อทั้งสองนี้ก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ลักษณะของการดำรงอยู่ร่วมกันของศาสนาพุทธกับความเชื่อเรื่องนัตจึงมีความเป็นอิสระต่อกันค่อนข้างสูง เช่นเดียวกันกับกรณีของการดำรงอยู่ร่วมกันระหว่างศาสนาพุทธ นัต และอิสลาม ลักษณะเช่นนี้เข้าข่ายตามเกณฑ์ของแนวคิดพหุวัฒนธรรม ในกรณีของมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาจากงานศึกษานี้ จะเห็นว่า แม้จะยังไม่อาจกล่าวได้ว่าเมียนมาเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง แต่ฐานของพหุวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านพื้นที่ความเชื่อเรื่องนัตก็เป็นเงื่อนไขสำคัญที่สะท้อนถึงประชาธิปไตยเชิงวัฒนธรรมรองรับการขยายตัวของเมืองและการเติบโตของประชาธิปไตยในอนาคตต่อไป

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *