การขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กับการปรับตัวของเกษตร กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนบ้านธูปหอม บางกระเจ้า สมุทรปราการ [1]

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธนพันธ์ ไล่ประกอบทรัพย์[2]

บางกระเจ้าจากพื้นที่สวนสู่การท่องเที่ยวสีเขียวในเขตเมือง

บางกระเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ ในอดีตเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งพื้นที่สวนที่สำคัญ ปัจจุบันบางกระเจ้าเป็นพื้นที่สีเขียวที่สำคัญของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมาเป็นเวลานานจนได้รับการขนานนามว่าเป็น          “ปอดของกรุงเทพมหานคร” เพราะเป็นแหล่งที่ผลิตโอโซนกับผู้คนในเขตเมืองจนติดอันดับ 7 ของโลกและได้รับการยกย่องให้เป็น  The Best Urban Oasis of Asia จากนิตยสารระดับนานาชาติ เช่น Times เป็นต้น[3] ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งบางกระเจ้าเริ่มเริ่มส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว[4]

บางกระเจ้าได้รับความสนใจและได้รับ  การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์หรือพื้นที่ท่องเที่ยวสีเขียว นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศหลั่งไหลเข้าไปเที่ยวบางกระเจ้ามากขึ้น ทำให้เกิดธุรกิจ (ที่เป็นของคนในชุมชนและนอกพื้นที่) ให้บริการด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่บางกระเจ้าเพิ่มมากขึ้น ผลกระทบที่ตามมาคือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ ได้แก่ ปริมาณขยะที่มากขึ้นกว่า 8 ตันต่อวัน[5] จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาที่ดินที่สูงขึ้นสืบเนื่องจากความต้องการที่ดินในการสร้างที่พักนักท่องเที่ยวและร้านอาหารและเครื่องดื่มสำหรับนักท่องเที่ยว “ที่ดินริมน้ำขายแปลงละ 25 ล้าน ธุรกิจ       กระจายตัวเร็วมาก”[6]ด้วยราคาที่ดินที่สูง ชาวบ้านในพื้นที่มีแรงจูงใจในการขายที่ดินของตนเองมากกว่าการทำสวนผลไม้ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมในพื้นที่ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต้องมี     การปรับภูมิทัศน์ของบางกระเจ้า ได้แก่ การทำถนนและสะพานข้ามคลองทำให้ต้องมีการตัดต้นไม้ใหญ่เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ทำให้พื้นที่สีเขียวของบางกระเจ้าลดลงเป็นอย่างมาก

รูปภาพที่ 1: ภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่บางกระเจ้า
ที่มา: Google Map (2018)

 

รูปภาพที่ 2 ภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่บางกระเจ้าฝั่งตะวันออก (บางน้ำผึ้ง)
รวมทั้งวิสาหกิจชุมชนบ้านธูปหอมสมุนไพร
ที่มา: Google Map (2018)

มีความพยายามจากคนในชุมชนและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการผลักดันให้เกิดการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวของ   บางกระเจ้า ในปี 2559 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติกฎกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนดให้

“ต.ทรงคะนอง ต.บางกระสอบ ต.บางน้ำผึ้ง ต.บางยอ ต.บางกะเจ้า และต.บางกอบัว อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จำนวนพื้นที่ประมาณ 12,000 ไร่ ให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดขอบเขตเพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและการประกอบพาณิชยกรรมได้กำหนดมาตรการห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคาร เช่น การสร้างโรงแรมหรืออาคารชุด กำหนดหลักเกณฑ์การก่อสร้าง และการวัดความสูงของอาคาร พร้อมทั้งกำหนดมาตรการห้ามกระทำการหรือกิจกรรม เช่น การถมหรือปรับสภาพลำกระโดง คู คลอง หรือแหล่งน้ำสาธารณะ ซึ่งมีผลทำให้ตื้นเขินหรือเปลี่ยนทิศทางน้ำ หรือทำให้น้ำไม่อาจไหลได้ตามปกติหรือตามธรรมชาติ เว้นแต่การก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมและระบบระบายน้ำของทางราชการ[7]”

 

แม้ว่าจะมีความพยายามในการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวของบางกระเจ้า แต่การขยายตัวของเมืองใกล้เคียงและ   การท่องเที่ยวของคนในเขตเมืองมีผลกระทบต่อคนใน   บางกระเจ้าไม่มากก็น้อย คำถามของบทความนี้คือ ชาวบ้าน    มีการปรับตัวต่อการขยายตัวของการท่องเที่ยวอย่างไร และข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่น่าจะเป็นทิศทาง

 

วิสาหกิจชุมชนบ้านธูปหอมสมุนไพร

การปรับตัวของชาวบ้าน

วิสาหกิจชุมชนบ้านธูปหอมสมุนไพรจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2548 และเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังในปี 2549 สมาชิกกลุ่มปรับเปลี่ยนพื้นที่สวนข้างบ้านมาเป็นศูนย์การเรียนรู้    การทำธูปหอมสมุนไพรและทำผ้าพิมพ์ลายเพื่อการท่องเที่ยว จากการพูดคุยกับสมาชิกกลุ่ม การปรับเปลี่ยนพื้นที่สวนมาจากสาเหตุ 2 ประการด้วยกัน[8] ประการที่ 1 สมาชิกไม่มีความถนัดในการทำสวนเช่นคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ สมาชิกกลุ่มบางคนเป็นอดีตครูหรือพนักงานบริษัทเอกชน เมื่อพ่อแม่ของสมาชิกเสียชีวิตพื้นที่สวนจึงรกร้าง ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงช่วงเวลาที่มีการสนับสนุนให้มีการพัฒนาบางกระเจ้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว (ดูส่วนที่ 1) ประการที่ 2 ภาวะน้ำท่วม    ที่เกิดขึ้นทำให้การทำสวนลำบากมากขึ้น การพัฒนาเศรษฐกิจระดับมหภาคส่งผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่    บางกระเจ้า การก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนเจ้าพระยา (จ. ชัยนาท) เพื่อการชลประทานและการตอบสนอง    ความต้องการน้ำของเขตเมืองและอุตสาหกรรมส่งผลกระทบต่อบางกระเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สมาน เสถียรบุตร กล่าว

“เมื่อก่อนชาวบ้านทำสวนผลไม้กันหมด มีกล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ส้มโอ ส้มเขียวหวาน มะพร้าวน้ำหอม พอประสบกับปัญหาแร่ธาตุในดินหายไปจากการสร้างเขื่อนชัยนาทและเขื่อนภูมิพล น้ำขึ้นน้ำลงไม่ปกติ ทำให้ต้นไม้ตาย ส่วนส้มเขียวหวานก็ย้ายไปปลูกแถวบางมด[9]”

แม้ว่าจะมีโครงการคลองลัดในพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ แต่การเติบโตของเขตเมืองใกล้เคียง (ท่าเรือคลองเตยและตัวเมือง อ. พระประแดง) ทำให้ประชากรที่เข้ามาอยู่ในบางกระเจ้าเพิ่มสูงขึ้น การใช้พื้นที่จึงเปลี่ยนไปจากพื้นที่สวนเป็นพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยและการท่องเที่ยว ดังนั้น การทำสวนจึงไม่ใช่วิถีชีวิตที่สอดคล้องกับ                           การเปลี่ยนแปลงของบางกระเจ้า

สมาชิกเรียนรู้การทำธูปหอมสมุนไพรและการทำผ้าพิมพ์ด้วยตนเอง เนื่องจากกาทำธูปและการทำผ้าพิมพ์ไม่ได้เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของพื้นที่นี้ สมาชิกเรียนรู้จากการส่งเสริมอาชีพที่สนับสนุนโดยสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่จัดในห้างสรรพสินค้า[10] เริ่มต้นเป็นการทำเพื่อเป็นอาชีพเสริมโดยให้สมาชิกทำธูปหอมและกลุ่มรับซื้อธูปจากสมาชิกมาวางขาย เนื่องจากมีพื้นที่สวน สมาชิกยังสามารถปลูกสมุนไพรข้างที่พักได้โดยไม่ต้องซื้อจากข้างนอก ต่อมาสมาชิกเกิดความคิดว่าน่าจะทำเป็นศูนย์เรียนรู้และให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวได้ทำกิจกรรมโดยลองทำธูปหอมและผ้าพิมพ์ หากนักท่องเที่ยวเดินหรือปั่นจักรยานเข้ามาก็สามารถมาลองทำธูปหอมและย้อมผ้าได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปภาพที่ 3 (ซ้ายบน) ทางเข้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชน (https://www.posttoday.com/social/local/393431. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2561.) (ขวาบน)ทางเข้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชน  (ซ้ายล่างและขวาล่าง) พื้นที่ข้างวิสาหกิจชุมชน ที่มา: กันต์ แสงทอง (2561)

กลุ่มมีการปรับตัวให้เข้ากับการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในกรณีของนักท่องเที่ยวชาวไทย กลุ่มเป็นพันธมิตรกับวิสาหกิจชุมชนใกล้เคียงในการแนะนำกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวของกันและกันให้กับนักท่องเที่ยว กล่าวอีกนัยหนึ่งกลุ่มสร้างเครือข่ายกับกลุ่มอื่น ๆ เพื่อสร้างแพ็คเก็จ (Package) การท่องเที่ยวใน     บางกระเจ้า กลุ่มยังเป็นพันธมิตรกับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ เช่น ปตท. ในการสร้างแพ็คเก็จการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์      จากการสัมภาษณ์สมาชิกกลุ่ม บริษัทองค์กรขนาดใหญ่มักจะมีกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility) ในพื้นที่ได้แก่ การปลูกป่าชายเลน กลุ่มร่วมกับบริษัทองค์กรขนาดใหญ่ในการจัดกิจกรรมร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ กลุ่มจัดให้มีการสอนการทำธูปหอมและการย้อมผ้าแก่พนักงานบริษัท ในกรณีของนักท่องเที่ยวต่างชาติ สมาชิกกลุ่มเรียนภาษาต่างประเทศและทำป้ายประวัติความเป็นมาของกลุ่มและป้ายอธิบายขั้นตอนการทำธูปหอมและย้อมผ้าเป็นภาษาต่างประเทศ เช่น อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และจีน เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าใจกิจกรรมกลุ่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปภาพที่ 4 (ซ้ายบน) ผลิตภัณฑ์ธูปหอมและยากันยุงสมุนไพร (ขวาบน) เสื้อผ้ายอมลายสีธรรมชาติ

 (ซ้ายล่างและขวาล่าง) สมาชิกกลุ่มสอนนักเรียนทำย้อมผ้าลาย ที่มา: กันต์ แสงทอง (2561)

นอกจากนี้ กลุ่มยังทำกิจกรรมเพื่อสังคมในนามของกลุ่มเองโดยร่วมมือกับโรงเรียนระดับประถมศึกษาในพื้นที่และสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในการอบรมนักเรียนและนักศึกษาในการทำธูปหอมสมุนไพรและผ้าพิมพ์ลาย     เป็นความพยายามปรับตัวของกลุ่มโดยสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาผ่านกิจกรรมที่ตนเองถนัด

สรุปการปรับตัวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านธูปหอมสมุนไพร
  • สร้างแพ็คเก็จกิจกรรมท่องเที่ยวกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่
  • สร้างแพ็คเก็จกิจกรรมท่องเที่ยวกับบริษัทและองค์กรขนาดใหญ่
  • ทำกิจกรรมเพื่อสังคมกับสถาบันการศึกษา

 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

ความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการปรับตัวของวิสาหกิจชุมชน ปัจจุบันมี 6 องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่ดูแลพื้นที่บางกระเจ้า แต่ละ อบต. มีแผนการพัฒนาพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบแตกต่างกันออกไป ทำให้การบูรณาการการพัฒนาบางกระเจ้าเป็นไปได้ยากเพราะแผนแต่ละ อบต. ไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะ       หากผู้บริหาร อบต. บางแห่งมีความขัดแย้งกัน จากการพูดคุยกับสมาชิกกลุ่ม พบว่าการที่ อบต. มีแผนที่แตกต่างกันส่งผลต่อความร่วมมือระหว่างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนซึ่งอยู่ในการดูแลของ อบต. ที่แตกต่างกัน ทำให้ความร่วมมือเป็นได้ยาก[11] ตัวอย่างเช่น บาง อบต. จัดทำไฟฟ้าตามริมทางจักรยาน แต่บาง อบต. ไม่ได้จัดทำไฟฟ้าริมทางเพราะจัดสรรงบประมาณไปให้โครงการอื่น ๆ ดังนั้นความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญ

การจัดทำแผนการพัฒนาพื้นที่จำเป็นต้องมีการส่วนร่วมจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชนเป็นสิ่งสำคัญ จากการพูดคุยกับสมาชิกกลุ่ม พบว่ากลุ่มต้องการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการพัฒนาของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น[12] เช่น การทำสะพานข้ามคลอง การจัดสรรงบประมาณที่ช่วยเหลือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จากการเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบ พบว่าโครงการสาธารณูปโภคมีความผิดพลาดจนสร้างภูมิทัศน์ที่ไม่สวยงามให้กับพื้นที่ ที่สำคัญไปกว่านั้น อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวได้ ตัวอย่างเช่น สะพานข้ามคลองที่สร้างไม่เสร็จและทิ้งร่องรอยความผิดพลาด เช่น เศษวัสดุก่อสร้างเอาไว้[13] ดังนั้นกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่จึงมีความจำเป็นต่อการพัฒนาพื้นที่บางกระเจ้าอย่างยั่งยืน 

สรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
  • บูรณาการแผนการพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผน

[1] งานวิจัยชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการวิจัยชื่อ “ผลกระทบของเมืองต่อชาวนาและการปรับตัวของเกษตรกรเพื่อชุมชนอัจฉริยะที่น่าอยู่อาศัย” ภายใต้โครงการ เมืองอาเซียนในช่วงเปลี่ยนผ่าน: สู่ชุมชนอัจฉริยะที่น่าอยู่อาศัย ได้รับการสนับสนุนโดย กองทุนรัชดาภิเษกสมโภช คลัสเตอร์อาเซียนศึกษา ความคิดเห็นในบทความนี้ไม่ได้สะท้อนความคิดเห็นของหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัยและวิสาหกิจชุมชนที่ให้ข้อมูล

[2] อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัยชาวนาร่วมสมัย

[3] ไทยโพสต์. (2561). “พิทักษ์ บางกระเจ้า สู่ป่ากลางเมืองใหญ่ที่สุดในเอเชีย,” www.thaipost.net/main/detail/1057. สืบค้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2561

[4] Ibid.

[5] Ibid.

[6] โพสต์ทูเดย์. (2558). “บางกระเจ้า… ในวันที่จักรยานเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชุมชนhttps://www.posttoday.com/social/local/393431. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2561

[7] ไทยโพสต์. (2561). “พิทักษ์ บางกระเจ้า สู่ป่ากลางเมืองใหญ่ที่สุดในเอเชีย,” www.thaipost.net/main/detail/1057. สืบค้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2561

[8] สัมภาษณ์สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านธูปหอมสมุนไพร อ. พระประแดง จ. สมุทรปราการ วันที่ 30 มีนาคม 2561

[9] โพสต์ทูเดย์. (2558). “บางกระเจ้า… ในวันที่จักรยานเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชุมชน,”

[10] สัมภาษณ์สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านธูปหอมสมุนไพร อ. พระประแดง จ. สมุทรปราการ วันที่ 30 มีนาคม 2561

[11] สัมภาษณ์สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านธูปหอมสมุนไพร อ. พระประแดง จ. สมุทรปราการ วันที่ 30 มีนาคม 2561

[12] สัมภาษณ์สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านธูปหอมสมุนไพร อ. พระประแดง จ. สมุทรปราการ วันที่ 30 มีนาคม 2561

[13] จากการพูดคุยกับสมาชิกกลุ่ม พบว่าสมาชิกบางครั้งก็ไม่ได้รับการแจ้งเกี่ยวกับการทำโครงการสาธารณะจนนักท่องเที่ยวมาบ่นให้ฟังจึงทราบเรื่อง

Be First to Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *